บัณฑิต ไกรวิจิตร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
บทคัดย่อ
ทฤษฎีและกรอบความคิดพหุนิยมทางวัฒนธรรม (multiculturalism) ที่มีพื้นฐานวิธีคิดจากเสรีนิยมว่าด้วยการเมืองแห่งการรับรู้ และความมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ (recognition and dignity) และเคยถูกนำมากำหนดเป็นกรอบนโยบายแห่งรัฐจากยุคเริ่มต้นห้วงทศวรรษที่ 1960 - 1970 เป็นต้นมา ทว่า ในปัจจุบัน กลับมีคนจำนวนไม่น้อยออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย สาเหตุเพราะได้นำมาซึ่งความกังวลหวาดกลัวต่อ ชนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่หนีภัยสงคราม จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประเด็นปัญหากรอบความคิดเรื่องพหุนิยมทางวัฒนธรรมถูกวิพากษ์โดยนักวิชาการหลากหลายสาขา
บทความวิจัยนี้ พยายามนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ประการแรก เป็นความตั้งใจค้นคว้าทำความเข้าใจสถานการณ์ความเป็นมาของนโยบายพหุนิยมทางวัฒนธรรม นับจากยุคเริ่มต้นจนถึงช่วงเวลาเสื่อมคลาย ซึ่งพบว่าผลจากการใช้นโยบายดังกล่าวได้นำมาสู่การเกิดปัญหา ความเป็นพหุมากคณนา (super - diversity) อันเป็นปัจจัยปัญหาสำคัญเกินกว่าสังคมตะวันตกจะรับมือด้วยปรัชญาแนวคิดแบบเดิมได้ เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นก็เกิดการกระจายทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐไม่ทั่วถึง จึงสร้างความไม่พึงพอใจจนกระทั่งชนพื้นเมือง (indigenous) ของยุโรปได้ลุกขึ้นต่อต้าน และสร้างกระแสอนุรักษนิยมฝ่ายขวาต่อต้านชนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมุสลิม ในบรรยากาศความกลัวอิสลาม (islamophobia) ประการที่สอง เป็นการค้นคว้าพิจารณาถึงข้อจำกัดของของปรัชญา และแนวคิดอันทำให้นโยบายพหุนิยมทางวัฒนธรรมล้มเหลว และนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ให้ความยอมรับ และปฏิเสธ เหตุผลสำคัญคือความขัดแย้งกันเอง (the paradox) ของหลักปรัชญาและนโยบายแนวคิดพหุนิยมทางวัฒนธรรม ประการที่สาม ผลต่อเนื่องจากปัญหานโยบายพหุนิยมทางวัฒนธรรมทั่วโลก ได้จุดกระแสการวิพากษ์และเกิดวาทกรรม ความล้มเหลว การล้มเลิก และการโต้กลับพหุนิยมทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง (backlash) รวมถึงการต่อต้านนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้อพยพชนกลุ่มน้อยในรูปแบบพหุนิยมทางวัฒนธรรม
แม้ว่าวันนี้จะมีข้อเสนอทางออกอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะได้รับความยอมรับหรือไม่เพียงใด เช่น การเสนอให้ผู้อพยพใหม่ในฐานะชนกลุ่มน้อย บูรณาการตนเองกับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชาติในรูปแบบของพลเมือง จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายขวาในยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จนมีเสียงสะท้อนสำคัญออกมาว่า อาจช้าเกินไปเสียแล้วที่จะระงับปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นช่วงเวลานี้