1. Anthropocene: กรอบคิดว่าด้วยยุคสมัยของมนุษย์
แนวคิด Anthropocene ถูกเสนอขึ้นเพื่ออธิบายสภาวะที่กิจกรรมของมนุษย์ได้กลายเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบโลกอย่างลึกซึ้ง แนวคิดนี้ตั้งคำถามต่อการแบ่งยุคสมัยทางธรณีกาลแบบเดิม โดยเสนอว่าร่องรอยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของบรรยากาศ และการดัดแปลงระบบนิเวศในระดับโลก อาจมีความชัดเจนและคงทนเพียงพอจะนับเป็นหลักฐานของยุคธรณีกาลใหม่
อย่างไรก็ตาม Anthropocene มิได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงวิทยาศาสตร์ หากยังกลายเป็นสนามถกเถียงทางสังคม วัฒนธรรม และปรัชญา เพราะการตั้งชื่อยุคสมัยตาม “มนุษย์” ไม่ได้เป็นการอธิบายเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นการจัดวางมนุษย์ในตำแหน่งผู้กระทำทางประวัติศาสตร์ของโลก
2. Anthropocene ในฐานะ “แกน 3 ระดับ”
2.1 ระดับธรณีวิทยา: มนุษย์ในฐานะแรงทางธรณี
ในระดับแรก Anthropocene ถูกพิจารณาในฐานะข้อเสนอทางธรณีวิทยา ซึ่งมองมนุษย์เป็น “แรงทางธรณี” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบโลกในระยะยาว ร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์ถูกเสนอว่าอาจปรากฏในชั้นหิน แกนน้ำแข็ง และตะกอนในฐานะหลักฐานของยุคใหม่
การถกเถียงในระดับนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของหลักฐาน หากยังเกี่ยวข้องกับอำนาจในการนิยามว่า “ร่องรอยแบบใด” มีสถานะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และใครเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในการจัดระเบียบประวัติศาสตร์ของโลก
2.2 ระดับเรื่องเล่ากำเนิด: การรื้อความหมายของการเป็นมนุษย์
ในระดับที่สอง Anthropocene ทำหน้าที่เป็นการท้าทายเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์ที่วางมนุษย์ไว้ในตำแหน่งศูนย์กลางของโลก ไม่ว่าจะในกรอบศาสนา หรือกรอบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
การตั้งชื่อยุคตามมนุษย์ไม่ได้ยืนยันความยิ่งใหญ่ หากกลับเปิดโปงว่ามนุษย์ถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางของผลกระทบ มากกว่าศูนย์กลางของคุณค่าทางศีลธรรม Anthropocene จึงเป็นเรื่องเล่าที่บีบให้มนุษย์ต้องทบทวนบทบาทและความหมายของตนเองในประวัติศาสตร์โลก
2.3 ระดับญาณวิทยาและภาววิทยา: ใครรู้โลก และโลกมีอยู่โดยไม่ต้องถูกรู้หรือไม่
ในระดับที่สาม Anthropocene ตั้งคำถามต่อวิธีคิดเรื่องความรู้และการดำรงอยู่ ความรู้ของมนุษย์ไม่อาจอ้างสถานะความเป็นกลางอีกต่อไป เพราะมนุษย์เองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ก่อให้เกิดปัญหา
โลกใน Anthropocene มิได้ประกอบด้วยมนุษย์และธรรมชาติที่แยกขาด หากเต็มไปด้วยวัตถุ กระบวนการ และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งมีพลวัตและตรรกะของการดำรงอยู่ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเข้าใจของมนุษย์
3. Anthropocene กับกรอบทฤษฎีร่วมสมัย
3.1 Posthumanism: การเปิดโปงความเปราะบางของมนุษย์
Posthumanism เสนอการทบทวนสถานะอภิสิทธิ์ของมนุษย์ โดยมองมนุษย์เป็นเพียงหนึ่งในเครือข่ายของสิ่งมีชีวิต เทคโนโลยี และวัตถุ Anthropocene ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความรู้และเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้มนุษย์ควบคุมโลกได้อย่างที่เคยเชื่อ
ในกรอบนี้ Anthropocene ไม่ใช่ยุคของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ หากเป็นยุคที่ความเปราะบางของมนุษย์ถูกเปิดโปงอย่างชัดเจน
3.2 Multispecies Anthropology: ประวัติศาสตร์ร่วมของการดำรงอยู่
Multispecies anthropology เสนอให้อ่าน Anthropocene ในฐานะประวัติศาสตร์ที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นร่วมกันก่อรูปขึ้น สิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง หากมีบทบาทเชิงประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อทิศทางของโลก
กรอบคิดนี้ทำให้การเล่าเรื่อง Anthropocene หลุดพ้นจากการเป็นเรื่องของมนุษย์ฝ่ายเดียว และเปิดพื้นที่ให้กับการอยู่ร่วมกันของหลายสายพันธุ์
3.3 Object-Oriented Ontology (OOO): โลกที่ไม่ขึ้นกับการอธิบายของมนุษย์
OOO วิพากษ์ Anthropocene ว่ายังคงผูกโลกไว้กับมนุษย์ในฐานะผู้ให้ความหมาย วัตถุและกระบวนการต่าง ๆ มีการดำรงอยู่ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องถูกรับรู้หรืออธิบายโดยมนุษย์
Anthropocene ในกรอบนี้จึงไม่ใช่ยุคแห่งอำนาจของมนุษย์ หากเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มตระหนักถึงขอบเขตของการควบคุมและการอธิบายของตนเอง
4. ใครคือ “มนุษย์” ใน Anthropocene
Anthropocene มีแนวโน้มทำให้มนุษย์ปรากฏในฐานะมวลรวมเชิงนามธรรม ส่งผลให้ความแตกต่างทางชนชั้น เชื้อชาติ ประวัติศาสตร์อาณานิคม และภูมิรัฐศาสตร์ถูกลบเลือน นักวิชาการจำนวนมากจึงวิพากษ์ว่า Anthropocene ทำให้ความรับผิดชอบต่อวิกฤตโลกถูกทำให้เป็นเรื่องของ “มนุษยชาติ” โดยรวม
ข้อเสนอทางเลือก เช่น Capitalocene หรือ Plantationocene ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอำนาจมีบทบาทสำคัญมากกว่าสายพันธุ์มนุษย์โดยรวม
5. กรณีจาไฮ: การดำรงอยู่ที่ไม่ยอมจำนน
5.1 จาไฮกับการไม่ถูกนับเป็นผู้ให้ความหมาย
ชาวจาไฮถูกนับรวมใน Anthropocene ในฐานะส่วนหนึ่งของ “มนุษยชาติ” แต่ไม่เคยถูกยอมรับในฐานะผู้ให้ความหมายต่อโลก วิถีชีวิตของพวกเขาไม่สอดคล้องกับกรอบการอธิบายแบบอุตสาหกรรมและการพัฒนา
5.2 การเพิกถอนการถูกรับรู้ในฐานะการต่อต้านเชิงภาววิทยา
การไม่ปรากฏ การไม่ให้ข้อมูล และการไม่ยึดติดกับที่ตั้งถาวร มิได้เป็นความขาดแคลน หากเป็นวิธีดำรงอยู่ที่ปฏิเสธการถูกทำให้เป็นวัตถุของการจัดการ ความเงียบและความไม่โปร่งใสจึงกลายเป็นรูปแบบของการต่อต้าน Anthropocene เชิงภาววิทยา
5.3 จุดตัดกับ OOO
การดำรงอยู่ของจาไฮเผยให้เห็นโลกที่ไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายให้เสร็จสมบูรณ์ การไม่ยอมจำนนต่อการทำให้มองเห็นได้ทั้งหมด สอดคล้องกับข้อเสนอของ OOO ว่า โลกและชีวิตไม่ได้รอการให้ความหมายจากมนุษย์
6. บทสรุปเชิงแนวคิด
Anthropocene ไม่ใช่เพียงชื่อของยุค หากเป็นสนามต่อรองของวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่า และปรัชญาว่าด้วยการดำรงอยู่ มันไม่ได้ตอบคำถามว่ามนุษย์คืออะไร แต่เปิดคำถามว่า มนุษย์ยังสามารถมีที่ทางแบบใดได้บ้างในโลกที่ไม่ได้เป็นของมนุษย์อีกต่อไป

Back to Top