Being Ecological
Timothy Morton

แนะนำประวัติผู้เขียน
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ Timothy Morton
Timothy Morton เป็นนักทฤษฎีร่วมสมัยด้านวรรณคดี ปรัชญา และนิเวศวิทยามนุษยศาสตร์ (environmental humanities) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแนวคิด object-oriented ontology (OOO) และ ecological thought ให้หลุดพ้นจากกรอบสิ่งแวดล้อมนิยมแบบศีลธรรม (moral environmentalism)
Morton เป็นที่รู้จักจากแนวคิด hyperobjects ซึ่งใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่มีขนาดใหญ่ เกินการรับรู้ของมนุษย์ เช่น ภาวะโลกร้อน กัมมันตรังสี หรือระบบทุนนิยมสายฟอสซิล โดยชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ “ยืนอยู่นอกธรรมชาติ” แต่ดำรงอยู่ภายในเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงวัตถุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนังสือ Being Ecological ถือเป็นงานที่ Morton ตั้งใจเขียนให้ อ่านได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับงานเชิงทฤษฎีล้วนก่อนหน้า โดยมุ่ง “รื้อ” วิธีคิดเรื่อง ecology ที่ยังคงยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และเสนอว่าการเป็น ecological ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรมสูงส่ง แต่เป็นเงื่อนไขภววิทยาของการดำรงอยู่ร่วมกัน

บทนำ

ในบทเปิด “And You May Find Yourself Living in an Age of Mass Extinction” Timothy Morton เสนอกรอบคิดเชิงนิเวศที่ท้าทายวิธีการสื่อสารและการรับรู้เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมแบบร่วมสมัย โดยเริ่มจากการตั้งคำถามกับถ้อยคำ “You may” ซึ่งมักถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอหรือความไม่กล้าฟันธง ในขณะที่ Morton กลับมองว่า “may” คือเงื่อนไขเชิงประสบการณ์ที่สำคัญยิ่งต่อการคิดเชิง ecology
Morton ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมความคิดร่วมสมัยถูกครอบงำด้วยตรรกะแบบขาว–ดำ ซึ่งไม่ยอมรับ “พื้นที่กึ่งกลาง” และไม่เปิดโอกาสให้กับโหมด subjunctive ความคิดเช่นนี้ส่งผลให้ประสบการณ์เชิงนิเวศถูกทำให้แบนราบ เหลือเพียงข้อเท็จจริงที่ “ต้องชัด ต้องรู้สึกตรงกัน” หากใครไม่รู้สึกตามนั้น ก็จะถูกมองว่าผิดปกติ ทั้งที่ในความเป็นจริง ประสบการณ์ของการอยู่ท่ามกลางหายนะ (catastrophe) มักมาพร้อมความรู้สึกไม่จริง ความลังเล ความแปลกแยก และความไม่มั่นคงทางการรับรู้
Morton เสนอว่า ความรู้สึก “ไม่ค่อยจริง” (not-quite-reality) นี้เองคือประสบการณ์พื้นฐานของการอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ หรือแม้แต่ jet lag การตัดคำว่า “may” ออกไปจึงเท่ากับการตัด “ประสบการณ์” ออกไปจาก ecology และแทนที่ด้วยถ้อยคำแบบสั่งการหรือยืนยันอย่างเด็ดขาด (“You ARE”) ซึ่งทำให้ ecology กลายเป็นคำสอนทางศีลธรรม มากกว่าพื้นที่ของการรับรู้และการอยู่ร่วม
จากนั้น Morton เชื่อมโยง ecology เข้ากับปรัชญา โดยเสนอแนวคิด philo-sophy ในความหมายดั้งเดิม คือ “ความรักในปัญญา” ไม่ใช่การครอบครองความจริง ความรักในที่นี้หมายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถยึดจับหรือกำหนดได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นท่าทีที่ตรงกันข้ามกับปรัชญาแบบยืนยันตนว่าถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว
ในจุดนี้ Morton อาศัยแนวคิดเรื่องความงามของ Immanuel Kant เพื่ออธิบายว่าประสบการณ์ความงามเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าถึง “สิ่งในตัวมันเอง” โดยไม่ลดทอนมันเป็นเพียงข้อมูล คุณค่าเชิงศีลธรรม หรือประโยชน์ใช้สอย ความงามคือประสบการณ์ของความไม่อาจครอบครอง เป็นความรู้สึกของการ “เกือบจะเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจเสียทีเดียว” ซึ่ง Morton เปรียบเปรยว่าเป็น thinkfeel การรับรู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความคิดและความรู้สึก
ท้ายที่สุด การอภิปรายนี้ปูทางไปสู่การกล่าวถึง Martin Heidegger ในฐานะนักปรัชญาผู้ทรงอิทธิพลต่อวิธีคิดของศตวรรษที่ 20–21 แม้จะมีมรดกทางการเมืองที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง Mortonยืนยันว่าความล้มเหลวทางการเมืองของ Heidegger ไม่เพียงเป็นความผิดพลาดทางศีลธรรม แต่ยังขัดแย้งกับโครงสร้างความคิดเชิงปรัชญาของเขาเอง ประเด็นนี้สะท้อนจุดยืนของ Morton ที่พยายามแยกการคิดเชิง ontology ออกจากการยืนยันอำนาจหรืออัตลักษณ์แบบแข็งตัว
โดยรวมแล้ว Morton เสนอว่า ecology ไม่ใช่เรื่องของคำตอบที่ชัดเจน หากแต่เป็นการฝึกอยู่กับความลังเล ความไม่แน่ชัด และความสัมพันธ์ที่ไม่อาจครอบครองได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และอมนุษย์ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตอย่างลึกซึ้ง
ข้อเสนอแนะ
Timothy Morton นักทฤษฎีร่วมสมัยด้านนิเวศวิทยามนุษยศาสตร์และปรัชญา เขาสนใจรื้อถอนวิธีคิดเชิงมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และชี้ให้เห็นว่า “ecology” ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม หรือความดีงามเชิงนโยบาย แต่เป็น ประสบการณ์เชิงภววิทยา ที่เต็มไปด้วยความลังเล ความไม่แน่ชัด และความรู้สึก “แปลกประหลาด” (uncanny)

สองแกนความคิดหลัก ที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
(1) ปัญหาของภาษาแบบ “You ARE” กับความคิดเชิงนิเวศ
Morton วิจารณ์วัฒนธรรมความคิดร่วมสมัยที่ไม่ยอมรับ “พื้นที่กึ่งกลาง” (the middle) และไม่ยอมรับโหมด subjunctive หรือ “may”
การคิดเชิง ecology ต้องอาศัยความลังเล ความไม่แน่ใจ และประสบการณ์ของความรู้สึกผิดแปลก ซึ่งถูกลบออกไปเมื่อเรายืนยันแบบเด็ดขาดว่า “You ARE living in an age of mass extinction”

(2) ปรัชญาในฐานะความรัก (philo-sophy) และประสบการณ์ความงาม
Morton เสนอว่าปรัชญาไม่ใช่การครอบครองความจริง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “รักโดยไม่ยึดครอง”
ประสบการณ์ความงามตามแนวคิดของ Immanuel Kant แสดงให้เห็นการเข้าถึง “สิ่งในตัวมันเอง” โดยไม่ลดทอนให้เหลือเพียงข้อมูลหรือคุณค่าเชิงศีลธรรม
แนวคิดนี้เปิดทางไปสู่การอยู่ร่วมกับมนุษย์และอมนุษย์อย่างไม่ครอบงำ

ประโยคที่ 1 (แกนเรื่อง “may”)
“Not being able to be in the middle is a big problem for ecological thinking.”
ecology ต้องการตรรกะที่ไม่ตัดสินแบบขาว/ดำ และไม่ลดทอนประสบการณ์มนุษย์ให้เหลือเพียงข้อเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร์

ประโยคที่ 2
“The feeling of not-quite-reality is exactly the feeling of being in a catastrophe.”
ภาวะวิกฤตเชิงนิเวศไม่ได้ถูก “รับรู้” ผ่านความชัดเจน แต่ผ่านความรู้สึกแปลกแยก ความไม่จริง ความบิดเบี้ยวของประสบการณ์

hilo-sophy
“Love means you can't and don't grasp the beloved.”
ปรัชญาและจริยศาสตร์เชิงนิเวศไม่ควรตั้งอยู่บนการครอบครอง การนิยาม หรือการควบคุม แต่บนความสัมพันธ์ที่เปิดช่องให้ความไม่รู้ดำรงอยู่

ประโยคที่ 4 (Kant และความงาม)
“Beauty gives you a fantastic, ‘impossible’ access to the inaccessible.”
ความงามเป็นแบบจำลองของการอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นโดยไม่ลดทอนมันเป็นข้อมูลหรือทรัพยากร

คำถามเชิงกังขา (กระตุ้นการอภิปรายในชั้นเรียน)
เหตุใด Morton จึงเห็นว่า “ความลังเล” มีคุณค่าทางการเมืองและจริยธรรมมากกว่าความมั่นใจ
หาก ecology ต้องอยู่ในโหมด “may” แล้ว นโยบายสิ่งแวดล้อมควรเปลี่ยนวิธีพูดและวิธีคิดอย่างไร
ประสบการณ์ความงามช่วยให้เราคิดความสัมพันธ์มนุษย์–อมนุษย์โดยไม่ครอบงำได้จริงหรือไม่

ในช่วงถัดมาของบทนี้ Timothy Morton ขยายข้อโต้แย้งจากประเด็นเรื่อง may และประสบการณ์เชิงนิเวศ ไปสู่ปัญหาเชิงภววิทยาเรื่อง “ความจริง” โดยอาศัยการอ่านงานของ Martin Heidegger เป็นแกนหลัก Morton เสนอว่า Heidegger ไม่ได้เข้าใจความจริงในฐานะสิ่งที่แบ่งแยกตายตัวระหว่าง “จริง” และ “เท็จ” หากแต่เห็นว่ามนุษย์ “อยู่ในความจริงเสมอ” เพียงแต่อยู่ในระดับความละเอียดที่แตกต่างกัน เป็นความจริงแบบหยาบ คลุมเครือ หรือ “truthiness” ซึ่งเป็นความจริงเชิงสาธารณะ เชิงสามัญ และไม่เคยสมบูรณ์
ในช่วงนี้ Timothy Morton ใช้อุปมาเรื่องไฟล์ jpeg ความละเอียดต่ำเพื่ออธิบายสถานะของความจริงในโลกมนุษย์ ความจริงที่เราสัมผัสได้ไม่เคยปรากฏในรูปของภาพที่คมชัดเต็มที่ หากเป็นเพียงความจริงแบบหยาบ แตกพร่า และมีพิกเซลให้เห็นรอยต่ออยู่เสมอ ที่สำคัญคือ Morton ย้ำว่า แม้อุปมานี้เองก็ยัง “ไม่สมบูรณ์” เพราะไม่มีอุปมาใดสามารถครอบครองความจริงได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ความจริงไม่เคยยอมให้ถูกครอบครองโดยสิ้นเชิง
จากจุดนี้ Morton เสนอว่าการแบ่งแยกความจริง/ความเท็จแบบแข็งตัวไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของความเป็นจริง หากมีสิ่งที่เรียกได้ว่า “ความจริง” มันก็จะเป็นความจริงในลักษณะ truthy อยู่แล้ว กล่าวคือ เป็นความจริงที่ค่อย ๆ คลำทาง (fumbly and stumbly) ผ่านความรู้สึก การรับรู้ และประสบการณ์ที่ “ฟังดูเข้าท่า” มากกว่าการพิสูจน์เชิงตรรกะอย่างเด็ดขาด ความจริงจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกค้นพบในคราวเดียว แต่เป็นสิ่งที่ถูกดำรงอยู่ร่วมกับมันอย่างไม่มั่นคง
ในกรอบนี้ Morton ขยับจากแนวคิด thinkfeel ไปสู่ truthfeel โดยเสนอว่าความงามไม่ใช่เพียงการรู้สึกว่ากำลัง “คิด” หากเป็นการรู้สึกถึงความจริง ความงามจึงทำงานในฐานะประสบการณ์ของความจริงที่ “จริงพอ” โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเส้นแบ่งจริง/เท็จแบบวิทยาศาสตร์เชิงแข็ง ความนัยสำคัญของจุดนี้คือ ecology ไม่อาจพึ่งพาการสะสม factoids หรือข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวได้ เพราะเมื่อความจริงมีลักษณะคลุมเครือโดยโครงสร้าง การรู้เชิงนิเวศจึงต้องอาศัย truthfeel เป็นเงื่อนไขสำคัญ
หากพิจารณากรอบนี้ผ่านโลกทัศน์ของ ชาวจาไฮ จะเห็นความสอดคล้องอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ชาวจาไฮมิได้พยายาม “ทำให้ธรรมชาติชัดเจน” ในความหมายแบบสมัยใหม่ หากแต่ดำรงอยู่ในโลกที่อุดมด้วยจิตวิญญาณ ความไม่แน่ชัด และความทับซ้อนของภพภูมิ ป่ามิได้เป็นเพียงพื้นที่ทรัพยากร หากถูกเรียกว่าเป็น “สถานที่ไว้ทุกข์” เป็นที่สถิตของศพ—ทั้งของบรรพบุรุษ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชที่หมดอายุในยุคสมัยต่าง ๆ ป่าจึงเป็นคลังของความตาย ความทรงจำ และการดำรงอยู่พร้อมกันของหลายเวลา
โลกเชิงซ้อนเช่นนี้ไม่ได้ถูกทำให้ “โปร่งใส” หากกลับถูกปล่อยให้คลุมเครืออย่างจงใจ ความคลุมเครือนี้ไม่ได้หมายถึงความสับสน หากเป็นสภาวะปกติของการดำรงอยู่ในโลกที่มีสิ่งมากมายเกินกว่าจะถูกรู้หรือควบคุมได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ โลกของจาไฮจึงต้องอาศัย “ผู้เชี่ยวชาญ” ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพื่ออธิบายโลกให้ชัด แต่เพื่อช่วยพาปัจเจก “ข้าม” ระหว่างภพ ระหว่างโลกที่ซ้อนทับกันอยู่ ผ่านประสบการณ์เฉพาะตัว
ประเด็นสำคัญคือ ความสัมพันธ์กับความจริงและความงามในโลกของจาไฮมิได้เป็นสิ่งสากลที่ทุกคนเข้าถึงในรูปแบบเดียวกัน หากเป็นสิ่งที่ ปัจเจกเห็นว่าจริง ในขณะที่เขาจำเป็นต้องหยิบมันมาใช้ ความจริงจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสะสมไว้ล่วงหน้า แต่เป็นสิ่งที่ถูกเรียกใช้ตามจังหวะของประสบการณ์ ตรงนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับ truthfeel ของ Morton ซึ่งความจริงปรากฏในฐานะ “ใช้งานได้” (felt-as-true) มากกว่า “พิสูจน์ได้”
ตัวอย่างเรื่องพันธุ์พืชของชาวจาไฮยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ พวกเขาอาจรู้จักพืชจำนวนมาก รู้วิธีใช้ รู้ฤทธิ์ รู้จังหวะเวลา แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ “ชื่อ” ในความหมายแบบวิทยาศาสตร์ ความรู้จึงไม่ได้ถูกจัดระเบียบด้วยภาษาเชิงนามบัญญัติ หากดำรงอยู่ในไบนารีอีกชุดหนึ่ง คือ ผัสสะ–ประสบการณ์–ผู้วิเศษ (หรือผู้รู้เฉพาะทาง) สิ่งต่าง ๆ เป็นจริงผ่านการสัมผัส การใช้ การพบเจอ และการนำทาง มากกว่าการถูกนิยาม
เมื่ออ่านร่วมกัน จะเห็นว่า ทั้ง Morton และโลกของจาไฮต่างชี้ไปยังความจริงแบบเดียวกัน นั่นคือ ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกทำให้ชัดเจนจนหมด หากเป็นสิ่งที่ต้อง “อยู่ร่วม” อย่างระมัดระวัง ความคลุมเครือไม่ใช่อุปสรรคของความรู้ แต่เป็นเงื่อนไขของโลกที่มีวัตถุ สิ่งมีชีวิต และวิญญาณมากมายเกินกว่าจะถูกรวมศูนย์หรือทำให้โปร่งใสได้
หากสรุปเชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้นที่สุด ประเด็นนี้ชี้ว่า truthfeel ของ Morton เปิดพื้นที่ให้ชาติพันธุ์วรรณนาอย่างจาไฮไม่ถูกอ่านในฐานะ “ความเชื่อ” หากเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการความจริงในโลกที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์ ความไม่รู้ และความงามของการไม่ครอบครอง

จากนั้น Morton เปลี่ยนผ่านไปสู่การอภิปรายเรื่อง Anthropocene ซึ่งถูกกำหนดอย่างเป็นทางการว่าเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1945 การมี “วันเริ่มต้น” ของยุคธรณีวิทยาเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง และยิ่งแปลกประหลาดขึ้นไปอีกเมื่อมนุษย์ตระหนักว่าตนเองกำลังดำรงอยู่ในยุคที่มนุษย์กลายเป็นแรงธรณีฟิสิกส์ระดับดาวเคราะห์ Morton เชื่อมโยง Anthropocene เข้ากับเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (mass extinction) โดยเสนอว่าภาวะโลกร้อนที่มนุษย์ก่อขึ้นกำลังนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่หก ซึ่งควรถูกเรียกตรงตัวว่า “mass extinction” มากกว่า “climate change” ที่ฟังดูอ่อนแรงและทำให้ผลกระทบที่แท้จริงเลือนหาย
อย่างไรก็ตาม Morton ย้ำว่า ความคลุมเครือของการ “ค่อย ๆ พบว่าตนเองอยู่ใน Anthropocene” ไม่ใช่ข้อบกพร่องในการรับรู้ แต่เป็นคุณลักษณะภายในของการอยู่ในยุคนี้เอง เขาใช้อุปมาเรื่อง jet lag และประสบการณ์การเดินทางไปยังสถานที่ที่ “แปลกแต่คุ้น” เพื่ออธิบายความรู้สึก uncanny ที่สิ่งต่าง ๆ ดูผิดตำแหน่งเล็กน้อย ทั้งที่ยังทำงานได้ตามปกติ ความรู้สึกนี้สะท้อนโครงสร้างเดียวกับการอยู่ในภาวะวิกฤตเชิงนิเวศ ซึ่งไม่ปรากฏชัดในฐานะ “เหตุการณ์เดียว” แต่แผ่ขยายอย่างช้า ๆ และยากจะระบุขอบเขต
ในจุดนี้ Morton ใช้แนวคิด present-at-hand (vorhanden) และ ready-to-hand (zuhanden) ของ Heidegger เพื่ออธิบายว่าปกติสิ่งของและโลก “หายไป” จากการรับรู้ของเรา มันเพียง “ทำงาน” อยู่เบื้องหลัง จนกระทั่งเกิดความขัดข้องหรือความผิดปกติ เราจึงเริ่ม “เห็น” มันอย่างชัดเจน การปรากฏตัว (presence) จึงไม่ใช่สภาวะพื้นฐานของการดำรงอยู่ หากเป็นผลรองของความล้มเหลวหรือความสะดุด
จากเหตุนี้ Heideggerจึงวิจารณ์ “อภิปรัชญาแห่งการปรากฏตัว” (metaphysics of presence) ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ “ปรากฏชัดตลอดเวลา” มีความเป็นจริงมากกว่าสิ่งอื่น Morton นำประเด็นนี้มาเชื่อมกับ ecology เพื่อชี้ว่า วิกฤตนิเวศไม่ได้ “ไม่จริง” เพียงเพราะมันไม่ปรากฏอย่างเด่นชัด หากแต่กำลังดำรงอยู่ในรูปแบบเดียวกับโลกทั้งใบที่เราพึ่งพาอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ เป็นสิ่งที่ “กำลังเกิดขึ้น” มากกว่าสิ่งที่ “ปรากฏต่อหน้า” อย่างชัดแจ้ง
โดยสรุป ช่วงนี้ของบทตอกย้ำว่า การคิดเชิงนิเวศต้องละทิ้งความหลงใหลในความชัดเจน ความเด็ดขาด และการแบ่งแยกจริง/เท็จแบบแข็งตัว และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของความคลุมเครือ ความรู้สึกของความจริง (truthfeel) และการอยู่ร่วมกับโลกที่ไม่เคยปรากฏตัวอย่างสมบูรณ์ตรงหน้าเราเลย

ความคลุมเครือ (uncanniness) และ truthfeel
Morton ขยายข้อถกเถียงเรื่องความคลุมเครือ (uncanniness) และ truthfeel ไปสู่ระดับภววิทยาเชิงวัตถุ โดยเชื่อมแนวคิดของ object-oriented ontology (OOO) เข้ากับการวิพากษ์ Heidegger อย่างเป็นระบบ จุดตั้งต้นคือคำถามว่า สภาวะที่สิ่งต่าง ๆ “พร้อมใช้งาน” (ready-to-hand / zuhanden) จริง ๆ แล้วเป็นสภาวะปกติของการดำรงอยู่หรือไม่
Morton เสนอว่า ความพร้อมใช้งานของสิ่งของไม่ได้เป็นฐานรากของความเป็นจริง หากแต่เป็นชั้นผิวที่ซ้อนอยู่บนความจริงที่ลึกกว่าและแปลกประหลาดกว่า กล่าวคือ วัตถุทั้งหลาย “เกิดขึ้น” โดยที่เราไม่ต้องสนใจมัน แต่เมื่อมันขัดข้องหรือผิดปกติ มันจะปรากฏตัวอย่างชัดเจน (present-at-hand / vorhanden) ความต่างนี้ไม่ได้เกิดจากการรับรู้ของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว หากเกิดจากข้อเท็จจริงเชิงภววิทยาว่า สิ่งต่าง ๆ ในตัวมันเองไม่อาจถูกเข้าถึงหรือทำให้หมดสิ้นได้อย่างสมบูรณ์ (irreducible)
Morton ใช้อุปมาเรื่องสวิตช์ไฟเพื่อชี้ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อวัตถุอย่างไร ใช้งาน วิเคราะห์ ทำลาย เขียนบทกวี หรือแม้แต่มอบจิตสำนึกให้มัน ก็ไม่มีวิธีใดที่ทำให้ “ความเป็นสวิตช์” ถูกเปิดเผยจนหมด วัตถุจึงเป็นสิ่งลึกลับอย่างถอนรากถอนโคน (radically mysterious) คำว่า “mysterious” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ แต่หมายถึงสิ่งที่ ไม่สามารถถูกรู้จนหมดได้โดยโครงสร้างของมันเอง
ประสบการณ์ความงามจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะมันทำให้เราสัมผัสได้ถึง “ความไม่อาจสัมผัสได้” ของสิ่งต่าง ๆ ตามที่ John Keats เรียกว่า the feel of not to feel it ประสบการณ์แบบ “and you may find yourself” ไม่ใช่ความผิดปกติชั่วคราว และไม่ได้จำกัดอยู่ที่มนุษย์หรือสิ่งมีสติ หากเป็นลักษณะทั่วไปของการดำรงอยู่ทั้งหมด เนื่องจาก “being is not presence”
Morton ย้อนกลับไปยัง Immanuel Kant เพื่อแยกความต่างระหว่าง “ความจริง” (the real) กับ “ความเป็นจริง” (reality) โดยเสนอว่า reality ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ล่วงหน้า หากต้องถูก “ทำให้เป็นจริง” ผ่านตัวกลางบางอย่าง แนวคิดนี้นำไปสู่การอภิปรายผู้ที่ทำหน้าที่เป็น realizer ตั้งแต่ subject (Kant), Spirit (Hegel), ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Marx), เจตจำนงสู่อำนาจ (Nietzsche) จนถึง Dasein ของ Martin Heidegger
อย่างไรก็ตาม Morton วิจารณ์ว่า Heidegger ผูก Dasein ไว้กับมนุษย์อย่างเฉพาะเจาะจงเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับโครงสร้างความคิดของ Heidegger เอง OOO จึงเสนอว่า Dasein ไม่ควรถูกจำกัดให้เป็นมนุษย์ และการ “de-Nazifying Heidegger” ไม่ใช่การละทิ้งเขา แต่คือการคิดให้สอดคล้องกับตรรกะของเขาอย่างถึงที่สุดยิ่งกว่าเขาเอง
จากนั้น Morton สรุปว่า truthfeel ของความงามกำลังบอกความจริงเชิงภววิทยา นั่นคือ วัตถุทั้งหลายเปิดอยู่เสมอแต่ไม่เคยถูกครอบครองได้ ความรู้สึกที่ว่าสิ่งต่าง ๆ “ใกล้กว่าที่เห็น” หรือ “ไม่เข้าที่เข้าทาง” ไม่ใช่ความผิดเพี้ยนของการรับรู้ หากเป็นลักษณะพื้นฐานของความเป็นจริงเอง ดังที่ปรากฏทั้งใน jet lag งานศิลปะร่วมสมัย หรือชีวิตประจำวัน
ข้อสรุปสำคัญคือ ความปกติ (normalization) ต่างหากที่เป็นการบิดเบือน การดำรงอยู่ในยุคหนึ่งหรือสถานที่หนึ่ง รวมถึงยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดโดยโครงสร้างของมันเอง มนุษย์เพียงแต่ “ไม่ใส่ใจ” ต่อความแปลกนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มต้นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิล จนถึงภาวะโลกร้อนและการสูญพันธุ์ครั้งที่หก การไม่รู้สึกถึงหายนะจึงไม่ใช่หลักฐานว่าหายนะไม่เกิดขึ้น แต่เป็นผลของการทำให้ความแปลกกลายเป็นเรื่องปกติ

จากภววิทยาของวัตถุไปสู่การเมือง วัฒนธรรม และศิลปะ
Timothy Morton ขยับการอภิปรายจากภววิทยาของวัตถุไปสู่การเมือง วัฒนธรรม และศิลปะ โดยเริ่มจากการวิจารณ์สิ่งที่เขาเรียกว่า agrilogistics หรือ “ตรรกะแห่งโลจิสติกส์ทางการเกษตร” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ราว 10,000 ปีก่อนคริสตกาล Agrilogistics เกิดจากความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดจากภาวะโลกร้อนระดับอ่อน ทำให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐาน สะสมทรัพยากร วางแผนระยะยาว และเริ่มสร้างเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์/อมนุษย์ ภายใน/ภายนอก รวมถึงการจัดลำดับชั้นทางสังคม เพศ และชนชั้น
Morton ย้ำว่า โครงสร้างอย่าง patriarchy และ social stratification ไม่ใช่ธรรมชาติ หากเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ของโหมดการอยู่รอดแบบ agrilogistics ซึ่งต่อมาเชื่อมโยงกับศาสนาเอกเทวนิยมแบบรุนแรง และวิวัฒน์เป็น “ความเป็นสมัยใหม่” ที่ยึดถือประสิทธิภาพ การควบคุม และการคาดการณ์เป็นคุณค่าสูงสุด โครงสร้างนี้เองที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อนและการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
ในบริบทนี้ Morton โต้แย้งว่า การเมืองเชิงนิเวศที่พยายามกำจัด “ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ” (unintended consequences) อย่างสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะวัตถุทั้งหลายลึกลับโดยโครงสร้าง การเมืองเชิงนิเวศที่เน้นการควบคุมและประสิทธิภาพจึงจะกลายเป็น “สังคมควบคุม” (control society) ตามคำของ Gilles Deleuze ซึ่งไม่เพียงไม่เป็น ecological หากยังขยายตรรกะเดิมของโลกสมัยใหม่ให้เข้มข้นขึ้น
Morton เสนอว่า สังคมเชิงนิเวศในอนาคตจำเป็นต้อง “ไม่เรียบร้อย” (haphazard) เปราะบาง บิดเบี้ยว และยอมรับความเศร้า ความคลุมเครือ และความไม่สมบูรณ์ ความงามในความหมายนี้คือความเศร้าแบบลึกซึ้ง—“sad is happy for deep people” ตามวัฒนธรรมสมัยนิยมอย่าง Doctor Who—เพราะมันชี้ไปยังสิ่งที่ไม่อาจจับต้องหรือกำหนดได้ ความงามจึงต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างเสน่ห์กับความขยะแขยง ระหว่างศิลปะกับ kitsch และดำรงอยู่ในโลกของ philos (ความรัก) มากกว่าอำนาจ ความจริงในโลกเช่นนี้คือ truthiness ไม่ใช่การแบ่งจริง/เท็จแบบแข็งตัว
จากนั้น Morton หันไปอภิปรายศิลปะ โดยเสนอว่า ศิลปะหลังสมัยใหม่—เช่นเพลง Once in a Lifetime ของ Talking Heads—คือจุดเริ่มต้นของศิลปะเชิงนิเวศ เพราะเป็นศิลปะที่ “รวมสภาพแวดล้อมของตนเอง” เข้าไปในรูปแบบ ศิลปะเชิงนิเวศทำให้เห็นความเปิด ความบิดเบี้ยว และความไม่เสถียรของโลกที่มันถูกสร้างขึ้นมา ไม่ใช่เพียงตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของโลก
Morton ใช้ประเด็นนี้เพื่อวิพากษ์ correlationism ซึ่งเป็นมรดกทางปรัชญาตะวันตกตั้งแต่ Immanuel Kant เป็นต้นมา—แนวคิดที่ถือว่าสิ่งต่าง ๆ มีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อถูก “ทำให้เป็นจริง” โดยตัวตัดสิน (correlator) ไม่ว่าจะเป็น subject, ประวัติศาสตร์, ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ, เจตจำนง หรือ Dasein แนวคิดนี้ยอมรับว่ามนุษย์ไม่อาจเข้าถึงสิ่งในตัวมันเองได้ แต่กลับยกระดับ “ผู้ตัดสิน” ให้มีความจริงมากกว่าวัตถุ
Morton เห็นว่า correlationism ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะแม้เราจะไม่อาจครอบครองสิ่งในตัวมันเองได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ “ตัดสินความจริง” จะมีสถานะเหนือกว่าวัตถุ Object-oriented ontology จึงเสนอความคิดที่รุนแรงกว่า คือความสัมพันธ์แบบ correlational อาจไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงเลยก็ได้ วัตถุอาจดำรงอยู่โดยไม่ต้องรอการรับรองจากมนุษย์ ประวัติศาสตร์ หรือโครงสร้างใด ๆ
โดยสรุป ช่วงนี้ของบทเสนอว่า การรับมือกับวิกฤตนิเวศไม่อาจอาศัยประสิทธิภาพ การควบคุม หรือความชัดเจน หากต้องอาศัยความรัก ความลังเล และการยอมรับความลึกลับของวัตถุ โลกเชิงนิเวศจึงไม่ใช่โลกที่ “จัดการได้ดีขึ้น” แต่เป็นโลกที่มนุษย์เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่อาจจัดการได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่าง กับดักสัตว์ และแมสคอตของชาวจาไฮ–มานิ ในฐานะ ethnographic amplification ไม่ใช่การ “เอาทฤษฎีไปครอบ” นะครับ แต่ให้ชาติพันธุ์วรรณนาทำงาน ร่วม กับภววิทยาแบบ OOO

หากอ่าน Morton ผ่านกรณีของ กับดักสัตว์และแมสคอตของชาวจาไฮและมานิ จะเห็นชัดว่า สิ่งที่ object-oriented ontology เรียกว่า radical mystery of objects มิได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเชิงอภิปรัชญา หากสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับวิธีที่มนุษย์บางกลุ่มอยู่ร่วมกับวัตถุโดยไม่พยายาม “ทำให้มันโปร่งใส”
ในกรอบของ Morton วัตถุอย่างสวิตช์ไฟไม่อาจถูกทำให้หมดสิ้นได้ ไม่ว่ามนุษย์จะใช้งาน วิเคราะห์ ทำลาย หรือแม้แต่มอบภาษาและจิตสำนึกให้มัน ความเป็นวัตถุของมันยังคง ถอนรากจากการครอบครอง เสมอ ความลึกลับ (mysterious) จึงไม่ใช่ช่องว่างของความรู้ แต่เป็น โครงสร้างภววิทยา ของวัตถุเอง—สิ่งที่ “ปิดปาก” (muein) โดยเนื้อแท้
หากนำกรอบนี้มามอง กับดักสัตว์ของชาวจาไฮและมานิ กับดักไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเพื่อ “จับ” สัตว์ แต่เป็นวัตถุที่ตั้งอยู่ในความสัมพันธ์เชิงไม่แน่นอนกับสัตว์ ป่า เวลา วิญญาณ และโชค กับดักไม่รับประกันผลลัพธ์ และไม่เคยถูกเข้าใจว่า “ทำงานได้แน่นอน” ความล้มเหลวของกับดักไม่ได้แปลว่ามัน “ผิดพลาด” แต่สะท้อนว่ามีบางสิ่งที่ถอนตัวจากการควบคุมอยู่เสมอ—สัตว์อาจฉลาดกว่า ป่าอาจเปลี่ยน หรือโลกอาจ “ไม่ให้”
ตรงจุดนี้เองที่กับดักทำงานแบบเดียวกับวัตถุใน OOO: มัน เปิดอยู่ (available, operative) แต่ไม่เคย ยอมให้ครอบครอง อย่างสมบูรณ์ ความเป็นกับดักไม่ถูกลดทอนให้เหลือเพียงฟังก์ชัน และไม่ถูกทำให้เป็นเพียง “เครื่องมือ” ในความหมายแบบ modern instrumentalism หากเป็นวัตถุที่ดำรงอยู่ในเครือข่ายของความลึกลับ ความไม่แน่นอน และความลังเล—โหมดเดียวกับที่ Morton เรียกว่า may
ในทำนองเดียวกัน แมสคอตหรือรูปแทนสัตว์/วิญญาณ ในโลกของจาไฮ–มานิ มิได้ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ที่ “แทน” สิ่งอื่นอย่างโปร่งใส หากเป็นวัตถุที่ ทำให้ความไม่แน่ชัดคงอยู่ แมสคอตไม่ได้อธิบายสัตว์หรือวิญญาณ แต่ทำให้การปรากฏของมันยังคงคลุมเครือ น่าดึงดูด และน่าหวั่นพร้อมกัน ความใกล้–ไกลในเวลาเดียวกันนี้คือสิ่งเดียวกับที่ Morton อธิบายผ่าน truthfeel ของความงาม และอุปมา “objects in mirror are closer than they appear”
เมื่อมองเช่นนี้ จะเห็นว่า truthfeel ไม่ได้เป็นอภิปรัชญานามธรรม แต่เป็นประสบการณ์เชิงวัตถุที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันและเทคโนโลยีพื้นถิ่น ความรู้สึกว่าโลก “ไม่เข้าที่เข้าทาง” เล็กน้อย—ทั้งใน jet lag งานศิลปะร่วมสมัย หรือการดักสัตว์—ไม่ใช่ความผิดเพี้ยนของการรับรู้ หากเป็นสัญญาณว่ามนุษย์กำลังเผชิญหน้ากับความจริงของวัตถุที่ไม่ยอมถูกทำให้ราบเรียบ
ในแง่นี้ การที่ OOO เสนอว่า Dasein ไม่ควรถูกจำกัดไว้ที่มนุษย์ สามารถอ่านร่วมกับชาติพันธุ์วรรณนาได้อย่างไม่สะดุด เพราะในโลกของจาไฮและมานิ ความเป็น “ผู้ทำให้โลกปรากฏ” มิได้ผูกขาดโดยมนุษย์ สัตว์ ป่า กับดัก วิญญาณ และวัตถุ ล้วนมีส่วนในการ “ทำให้โลกเป็นอย่างที่มันเป็น” โดยไม่มีศูนย์กลางเดียว
ดังนั้น การ de-Nazifying Heidegger ในความหมายของ Morton—คือการคิดให้สอดคล้องกับตรรกะของเขายิ่งกว่าเขาเอง—จึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์เชิงประวัติศาสตร์ปรัชญา แต่เปิดพื้นที่ให้เราอ่าน ภววิทยาพื้นถิ่น ไม่ใช่ในฐานะความเชื่อ หากเป็นการจัดวางโลกที่ยอมรับความลึกลับ ความไม่แน่นอน และความรักต่อสิ่งที่ไม่อาจครอบครองได้
กรณีของกับดักและแมสคอตทำให้เห็นว่า OOO ไม่ได้บอกว่าวัตถุ “ลึกซึ้ง” ทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ชี้ว่าโลกจำนวนมากไม่เคยยอมรับว่ามันถูกทำให้ตื้นตั้งแต่แรก

3) Conceptual Diagram (ใช้เป็นแผนภาพในบทความหรือสไลด์)
ผมจัดให้ในรูป คำอธิบาย diagram ที่อาจารย์สามารถนำไปวาดหรือแปลงเป็นภาพได้ทันที
Conceptual Flow
Truthfeel (Morton)
→ ความจริงแบบ “จริงพอ”
→ ปรากฏผ่านความงาม / ความรู้สึก / ประสบการณ์
→ ปฏิเสธ binary จริง–เท็จแบบแข็งตัว
Ethnography (Jahai)
→ ป่า = สถานที่ไว้ทุกข์ / การทับซ้อนของภพ
→ ความรู้พืช = ใช้ได้โดยไม่ต้องมีชื่อ
→ ผู้เชี่ยวชาญ = ผู้นำทางระหว่างโลก
Ecology (Relational & OOO-informed)
→ โลกไม่โปร่งใสโดยโครงสร้าง
→ วัตถุ/สิ่งมีชีวิต/วิญญาณ ไม่ถูกครอบครองได้
→ ความคลุมเครือ = เงื่อนไขของการอยู่ร่วม
แกนแนวนอน (ตัดผ่านทั้งหมด):
ประสบการณ์ – ผัสสะ – ความสัมพันธ์
ไม่ใช่ การแทนความหมาย – การจัดหมวด – การควบคุม

บทอภิปรายนี้เสนอให้อ่านแนวคิด truthfeel ของ Timothy Morton ร่วมกับชาติพันธุ์วรรณนาของชาวจาไฮ ในฐานะการจัดการความจริงที่ไม่ตั้งอยู่บนการทำให้โลก “ชัดเจน” หากยอมรับความคลุมเครือเป็นเงื่อนไขภววิทยาของการดำรงอยู่
Morton ใช้อุปมาเรื่องไฟล์ jpeg ความละเอียดต่ำเพื่ออธิบายว่าความจริงที่มนุษย์เข้าถึงได้ไม่เคยปรากฏในรูปของความคมชัดสมบูรณ์ หากเป็นความจริงแบบหยาบ แตกพร่า และเปิดให้เกิดการตีความอยู่เสมอ ที่สำคัญคือ Morton ย้ำว่าแม้อุปมานี้เองก็ไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับความจริงที่มันพยายามอธิบาย ประเด็นนี้นำไปสู่การวิจารณ์การแบ่งแยกจริง/เท็จแบบแข็งตัว และเสนอแนวคิด truthy ในฐานะความจริงที่คลำทางไปเรื่อย ๆ ผ่านประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่ “ฟังดูเข้าท่า” มากกว่าการพิสูจน์เชิงตรรกะ
ภายใต้กรอบนี้ Morton เสนอว่าความงามไม่ใช่เพียง thinkfeel หากเป็น truthfeel—ความรู้สึกของความจริงที่ “จริงพอ” โดยไม่ต้องอาศัยเส้นแบ่งแบบวิทยาศาสตร์เชิงเข้มข้น Ecology ในความหมายนี้จึงไม่อาจอาศัยการสะสมข้อเท็จจริงหรือ factoids เพียงอย่างเดียว หากต้องพึ่งพาประสบการณ์เชิงสุนทรียะและภววิทยาที่เปิดรับความไม่แน่ชัดเป็นองค์ประกอบสำคัญ
เมื่อพิจารณาร่วมกับโลกทัศน์ของชาวจาไฮ จะเห็นความสอดคล้องเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด ชาวจาไฮมิได้ทำให้ธรรมชาติโปร่งใสหรือถูกจัดหมวดหมู่จนหมด หากดำรงอยู่ในโลกที่อุดมด้วยจิตวิญญาณ ความตาย และการทับซ้อนของภพภูมิ ป่าถูกเรียกว่าเป็น “สถานที่ไว้ทุกข์” ซึ่งสะสมศพของบรรพบุรุษ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจากยุคสมัยต่าง ๆ โลกเช่นนี้ไม่ใช่โลกที่สามารถรู้ได้ทั้งหมด แต่เป็นโลกที่ต้องอาศัยการนำทางเชิงประสบการณ์และจิตวิญญาณผ่านผู้เชี่ยวชาญ
ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืชของชาวจาไฮสะท้อนตรรกะเดียวกัน พืชจำนวนมากถูกใช้ได้อย่างแม่นยำโดยไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อในความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ ความจริงของพืชจึงปรากฏผ่านการสัมผัส การใช้ และจังหวะของสถานการณ์ มากกว่าการถูกนิยาม ความจริงและความงามจึงเป็นสิ่งที่ “ปรากฏเมื่อจำเป็นต้องหยิบใช้” ไม่ใช่สิ่งที่ถูกครอบครองล่วงหน้า
ในแง่นี้ truthfeel ของ Morton เปิดพื้นที่ให้ชาติพันธุ์วรรณนาอย่างจาไฮไม่ถูกอ่านในฐานะความเชื่อ หากเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการความจริงในโลกที่ยอมรับความคลุมเครือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริง

บทอภิปรายนี้เสนอให้อ่านแนวคิด truthfeel ของ Timothy Morton ร่วมกับชาติพันธุ์วรรณนาของชาวจาไฮ ในฐานะการจัดการความจริงที่ไม่ตั้งอยู่บนการทำให้โลก “ชัดเจน” หากยอมรับความคลุมเครือเป็นเงื่อนไขภววิทยาของการดำรงอยู่
Morton ใช้อุปมาเรื่องไฟล์ jpeg ความละเอียดต่ำเพื่ออธิบายว่าความจริงที่มนุษย์เข้าถึงได้ไม่เคยปรากฏในรูปของความคมชัดสมบูรณ์ หากเป็นความจริงแบบหยาบ แตกพร่า และเปิดให้เกิดการตีความอยู่เสมอ ที่สำคัญคือ Morton ย้ำว่าแม้อุปมานี้เองก็ไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับความจริงที่มันพยายามอธิบาย ประเด็นนี้นำไปสู่การวิจารณ์การแบ่งแยกจริง/เท็จแบบแข็งตัว และเสนอแนวคิด truthy ในฐานะความจริงที่คลำทางไปเรื่อย ๆ ผ่านประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่ “ฟังดูเข้าท่า” มากกว่าการพิสูจน์เชิงตรรกะ
ภายใต้กรอบนี้ Morton เสนอว่าความงามไม่ใช่เพียง thinkfeel หากเป็น truthfeel—ความรู้สึกของความจริงที่ “จริงพอ” โดยไม่ต้องอาศัยเส้นแบ่งแบบวิทยาศาสตร์เชิงเข้มข้น Ecology ในความหมายนี้จึงไม่อาจอาศัยการสะสมข้อเท็จจริงหรือ factoids เพียงอย่างเดียว หากต้องพึ่งพาประสบการณ์เชิงสุนทรียะและภววิทยาที่เปิดรับความไม่แน่ชัดเป็นองค์ประกอบสำคัญ
เมื่อพิจารณาร่วมกับโลกทัศน์ของชาวจาไฮ จะเห็นความสอดคล้องเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด ชาวจาไฮมิได้ทำให้ธรรมชาติโปร่งใสหรือถูกจัดหมวดหมู่จนหมด หากดำรงอยู่ในโลกที่อุดมด้วยจิตวิญญาณ ความตาย และการทับซ้อนของภพภูมิ ป่าถูกเรียกว่าเป็น “สถานที่ไว้ทุกข์” ซึ่งสะสมศพของบรรพบุรุษ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจากยุคสมัยต่าง ๆ โลกเช่นนี้ไม่ใช่โลกที่สามารถรู้ได้ทั้งหมด แต่เป็นโลกที่ต้องอาศัยการนำทางเชิงประสบการณ์และจิตวิญญาณผ่านผู้เชี่ยวชาญ
ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืชของชาวจาไฮสะท้อนตรรกะเดียวกัน พืชจำนวนมากถูกใช้ได้อย่างแม่นยำโดยไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อในความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ ความจริงของพืชจึงปรากฏผ่านการสัมผัส การใช้ และจังหวะของสถานการณ์ มากกว่าการถูกนิยาม ความจริงและความงามจึงเป็นสิ่งที่ “ปรากฏเมื่อจำเป็นต้องหยิบใช้” ไม่ใช่สิ่งที่ถูกครอบครองล่วงหน้า
ในแง่นี้ truthfeel ของ Morton เปิดพื้นที่ให้ชาติพันธุ์วรรณนาอย่างจาไฮไม่ถูกอ่านในฐานะความเชื่อ หากเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการความจริงในโลกที่ยอมรับความคลุมเครือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริง



Back to Top