ระบบเครือญาติ (Kinship) และความสัมพันธ์ทางสังคมในบริบทต่าง ๆ
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีธรรมชาติทางสังคมอย่างลึกซึ้ง (Highly social beings) เมนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมและมีความสัมพันธ์ในเชิงเกื้อกูลต่อกันในทางร่างกาย (Physical needs) และการเกื้อกูลกันในทางจิตใจ (Emotional needs) เด็กแรกเกิดต้องพึ่งพาผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ในการเลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร (Nutrition) ที่พักอาศัย (Shelter) การปกป้องหรือการเข้าสังคม (Social integration) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเจริญเติบโต จนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (Adulthood)
แม้เมื่อมนุษย์เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังต้องพึ่งพาผู้อื่นในหลายมิติของชีวิต การพึ่งพานี้ครอบคลุมทั้งการดำรงชีพ เช่น การทำงาน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน (Personal security) รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ (Emotional gratification) ระบบเครือญาติ (Kinship system) และความสัมพันธ์ทางสังคม (Social relationships) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและเสริมความแข็งแกร่งให้กับมนุษย์ในทุกช่วงชีวิต (Life stages)
1.แนวคิดเรื่องเครือญาติ (Kinship)
ระบบเครือญาติมีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบกิจกรรมและความสัมพันธ์ในแต่ละสังคม โดยเป็นกลไกที่กำหนดบทบาท (Roles) และภาระหน้าที่ (Responsibilities) ของบุคคลในเครือข่ายของครอบครัวหรือกลุ่มสังคม รูปแบบของระบบเครือญาตินี้แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างสังคม (Social structures) และค่านิยมที่แตกต่างกัน
เหตุผลในการศึกษาระบบเครือญาติ
แม้เมื่อมนุษย์เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังต้องพึ่งพาผู้อื่นในหลายมิติของชีวิต การพึ่งพานี้ครอบคลุมทั้งการดำรงชีพ เช่น การทำงาน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน (Personal security) รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ (Emotional gratification) ระบบเครือญาติ (Kinship system) และความสัมพันธ์ทางสังคม (Social relationships) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและเสริมความแข็งแกร่งให้กับมนุษย์ในทุกช่วงชีวิต (Life stages)
1.แนวคิดเรื่องเครือญาติ (Kinship)
ระบบเครือญาติมีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบกิจกรรมและความสัมพันธ์ในแต่ละสังคม โดยเป็นกลไกที่กำหนดบทบาท (Roles) และภาระหน้าที่ (Responsibilities) ของบุคคลในเครือข่ายของครอบครัวหรือกลุ่มสังคม รูปแบบของระบบเครือญาตินี้แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างสังคม (Social structures) และค่านิยมที่แตกต่างกัน
เหตุผลในการศึกษาระบบเครือญาติ
การศึกษาเรื่องระบบเครือญาติไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ในครอบครัว (Family relationships) เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจถึงการจัดระเบียบทางสังคม (Social organization) และวัฒนธรรม (Culture) ที่แตกต่างกัน เช่น ในสังคมตะวันตก (Western societies) ระบบเครือญาติมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของแต่ละบุคคลในแง่การสนับสนุนทางอารมณ์ (Emotional support) และเศรษฐกิจ (Economic support)
อย่างไรก็ตาม ในบางวัฒนธรรม เช่น ชนเผ่าหรือชุมชนดั้งเดิม ระบบเครือญาติมีบทบาทที่กว้างกว่านั้น โดยเป็นศูนย์กลางของการจัดการด้านการเมือง (Political systems) การผลิตทรัพยากร (Resource management) และพิธีกรรมทางศาสนา (Ritual practices) ตัวอย่างเช่น ชนเผ่าในแอฟริกาอาจใช้เครือญาติในการกำหนดผู้นำ (Leadership roles) หรือแบ่งปันทรัพยากรในชุมชน
เครือญาติบ่งบอกลักษณะสำคัญของเครือข่ายทางสังคม (Social networks) อันเนื่องมาจาก เป็นความสมัครใจ (Voluntary) ให้บุคคลสามารถเลือกที่จะเข้าร่วมหรือออกจากกลุ่มได้ตามความต้องการ
และมักจะทำให้เกิดการจัดระบบทำให้สมาชิกในสังคมที่ไม่ทับซ้อนกัน (Nonoverlapping membership) และบุคคลก็มักเป็นสมาชิกของเครือข่ายที่หลากหลาย เช่น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือองค์กรทางสังคม โดยพฤติกรรมในแต่ละเครือข่ายอาจแตกต่างกัน และทำให้เกิดพัฒนาการที่หลากหลายตามแหล่งของกลุ่มทางสังคม เช่น การปฏิบัติตนในบ้าน (Home behavior) อาจแตกต่างจากในที่ทำงาน (Workplace behavior) หรือในพิธีทางศาสนา (Religious practices) มีความแตกต่างกัน
ลักษณะเหล่านี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและพลวัตของความสัมพันธ์ทางสังคม (Social dynamics) ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาชีวิตในสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
การเชื่อมโยงกับระบบเครือญาติในชนพื้นเมือง
ในชนพื้นเมืองมักเป็นญาติที่เกี่ยวข้องกันในระบบเครือญาติ
กลุ่มเครือญาติและความสัมพันธ์ทางเครือญาติ (Kin groups and kin relationships)
กลุ่มเครือญาติและความสัมพันธ์ทางเครือญาติมีความหลากหลายหน้าที่ (Multifunctional) สามารถจัดการหลายแง่มุมในชีวิตของคน เช่น การทำงานร่วมกัน การถือครองที่ดิน การประกอบพิธีกรรมร่วมกัน หรือแม้แต่ความขัดแย้ง เราจะไม่สามารถเข้าใจสังคมสมัยใหม่ได้เลยหากปราศจากความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ โรงเรียน โบสถ์ หรือกฎหมาย เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถเข้าใจสังคมที่ยึดถือเครือญาติโดยปราศจากการเข้าใจระบบกลุ่มเครือญาติและความสัมพันธ์ในเครือญาติ ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในกลุ่มเครือญาติ (Cultural Variations in Kinship) นักมานุษยวิทยาได้ค้นพบบทบาทของเครือญาติในวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก เช่น
1. วิธีการติดตามความสัมพันธ์ในเครือญาติ (Ways of Tracing Kinship Relationships)
ในอเมริกาเหนือและยุโรป คนส่วนใหญ่เชื่อว่าความสัมพันธ์กับเครือญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่มีความสำคัญเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง คนบางคนอาจรู้สึกใกล้ชิดหรือใช้เวลากับญาติฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนตัว
2. ความคาดหวังเชิงบรรทัดฐานต่อความสัมพันธ์ในเครือญาติ (Normative Expectations of Kin Relationships) สังคมมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดว่าคนควรมีพฤติกรรมอย่างไรต่อเครือญาติ เช่น บางสังคมอาจหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องเพศตรงข้ามหลังวัยรุ่น ในบางวัฒนธรรม ลูกเขยไม่ควรพูดกับแม่ยายโดยตรง และในบางกรณีญาติสนิท เช่น ลูกพี่ลูกน้อง อาจแต่งงานกันได้ในขณะที่บางวัฒนธรรมถือว่าผิด
3. การสร้างเครือญาติทางวัฒนธรรม (Cultural Construction of Relatives) ความสัมพันธ์ในเครือญาติถูกสร้างขึ้นโดยวัฒนธรรม (Culturally Constructed) มากกว่าการกำหนดทางชีวภาพ เช่น เมื่อผู้หญิงให้กำเนิดลูก ญาติของเธอกลายเป็นญาติทางชีวภาพของเด็ก นักมานุษยวิทยาเชื่อว่าคนใช้กรอบทางชีววิทยาเพื่อสร้างกลุ่ม จำแนกบทบาท และจัดประเภทญาติ ในอเมริกาเหนือ คำว่า “ป้า” ใช้กับทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่โดยไม่มีความแตกต่าง แต่ในบางวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่ ญาติจากแต่ละฝั่งจะถูกเรียกด้วยคำที่แตกต่างกัน
หัวข้อ 2: รูปแบบของ Descent
Unilineal Descent (การสืบเชื้อสายทางเดียว)
ความหมายของเครือญาติทางชีวภาพ (“blood” relatives):
การนิยามเครือญาติโดยหลักชีวภาพหมายถึงบุคคลที่มีบรรพบุรุษร่วมกันในรุ่นก่อนหน้า เช่น
-พี่สาวของคุณคือบุตรของพ่อแม่คุณ
-ป้าและลุงของคุณคือบุตรของปู่ย่าหรือตายายของคุณ
-ลูกพี่ลูกน้องรุ่นแรกคือหลานของปู่ย่าหรือตายายของคุณ
-ลูกพี่ลูกน้องรุ่นที่สองคือหลานเหลนของบรรพบุรุษคนเดียวกัน
พูดอีกนัยหนึ่งคือ เครือญาติเชิงชีวภาพคือบุคคลที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นใดในอดีต ตัวอย่าง เช่น คุณมีบรรพบุรุษ 8 คนในรุ่นปู่ย่าตายาย 16 คนในรุ่นปู่ย่าตายายทวด และ 32 คนในรุ่นบรรพบุรุษที่เก่ากว่านั้น
ทุกคนที่มีบรรพบุรุษร่วมกันจากกลุ่ม 32 คนนี้จะนับเป็นญาติของคุณในบางลักษณะ ดังนั้น การนับลำดับเครือญาติย้อนหลังไปเพียง 4 หรือ 5 รุ่นจะทำให้พบว่ามีจำนวนเครือญาติชีวภาพที่มากมาย
เหตุผลที่สังคมไม่บันทึกญาติทั้งหมด
1. ญาติที่ไกลตัวเกินไปอาจถูกมองข้าม
2. วัฒนธรรมส่วนใหญ่จะเน้นความสำคัญเฉพาะญาติบางกลุ่ม และลดทอนความสำคัญของกลุ่มอื่น เช่น ในตะวันตก มักให้ความสำคัญกับญาติใกล้มากกว่าญาติรุ่นที่สอง
วิธีการจัดความสำคัญในเครือญาติ:
การกำหนดความสำคัญตามเพศ (Sex of Connecting Relatives) เช่น ในบางวัฒนธรรม เครือญาติฝั่งพ่ออาจถูกให้ความสำคัญมากกว่าฝั่งแม่
ความหมายของ “Unilineal Descent” (การสืบเชื้อสายทางเดียว) การสืบเชื้อสายที่ให้ความสำคัญกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ได้แก่ ฝั่งแม่ (Matrilineal) หรือฝั่งพ่อ (Patrilineal) โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก:
1. Patrilineal Descent (การสืบเชื้อสายผ่านฝั่งพ่อ) ความสัมพันธ์เครือญาติมักยึดโยงกับบรรพบุรุษและญาติฝั่งพ่อ บุคคลมักอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับญาติฝั่งพ่อ และมรดกมักส่งต่อผ่านชายจากฝั่งพ่อ
2. Matrilineal Descent (การสืบเชื้อสายผ่านฝั่งแม่) เครือญาติฝั่งแม่มีความสำคัญสูงสุด บุคคลมักอาศัยอยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ในเครือญาติฝั่งแม่ และมรดกมักส่งต่อผ่านผู้หญิง เช่น มารดาหรือพี่ชายของมารดา
41% ของสังคมทั่วโลกใช้ระบบการสืบเชื้อสายผ่านฝั่งพ่อ (Patrilineal)
17% ใช้การสืบเชื้อสายผ่านฝั่งแม่ (Matrilineal)
42% ใช้รูปแบบผสม (ทั้งสองฝั่ง)
คำศัพท์สำคัญ:
Form of Descent: หลักการที่ใช้ในการสืบเชื้อสายจากรุ่นก่อนหน้า
Unilineal Descent: การสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น (ฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่)
Patrilineal Descent: การสืบเชื้อสายผ่านเครือญาติฝั่งพ่อ
Matrilineal Descent: การสืบเชื้อสายผ่านเครือญาติฝั่งแม่
Patrilineal Descent และ Matrilineal Descent
ในแผนภูมิความสัมพันธ์เครือญาติ Ego (บุคคลอ้างอิงในแผนภูมิ) มีเครือญาติที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายพ่อเท่านั้น ญาติฝ่ายพ่อของ Ego รวมถึงญาติที่เกี่ยวข้องกับ Ego ผ่านเพศชาย เช่น ลูกของพี่ชายหรือน้องชายของพ่อ อย่างไรก็ตาม ลูกของพี่สาวหรือน้องสาวของพ่อจะไม่ถือว่าเป็นเครือญาติฝ่ายพ่อ
ผู้หญิงและผู้ชายสามารถเป็นเครือญาติฝ่ายพ่อได้
เครือญาติฝ่ายพ่อทั้งหมดในแผนภูมิจะมีเชื้อสายมาจากบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็น Founder (ผู้ก่อตั้ง)
ความสำคัญของระบบ Patrilineal:
1. ทรัพย์สินและมรดก ในสังคมที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายพ่อ ทรัพย์สินมักถูกส่งต่อจากพ่อไปสู่ลูกชาย
2. บทบาทในครอบครัว พ่อของพ่อ (ปู่) จะมีบทบาทสำคัญในชีวิต Ego มากกว่าญาติฝ่ายแม่
3. หน้าที่ต่อครอบครัว เช่น ผู้ชายในสังคมนี้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินหรือดูแลที่ดินของครอบครัวฝ่ายพ่อ
ผลกระทบทางสังคม:
ในสังคมที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายพ่อ บทบาทของผู้หญิงอาจลดลง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้หญิงแต่งงานและย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายสามี อย่างไรก็ตาม มีการยกตัวอย่างในบางภูมิภาค เช่น จีนและเอเชียใต้ ที่ครอบครัวมักนิยมลูกชายมากกว่าลูกสาวเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เครือญาติของ Ego ที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่เท่านั้นจะถูกระบุไว้ เช่น ญาติของ Ego ที่เกี่ยวข้องผ่านแม่ หรือแม่ของแม่ ในสังคมที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่ ผู้ชายมักย้ายออกจากทรัพย์สินของตนไปให้กับลูกของพี่สาวหรือน้องสาวของเขา ผู้หญิงในระบบนี้มีบทบาทสำคัญ เช่น มรดกมักถูกส่งผ่านทางสายแม่
ความสำคัญของระบบ Matrilineal:
1. ทรัพย์สินและมรดก มรดกมักถูกส่งต่อจากแม่หรือคุณยายฝ่ายแม่
2. บทบาทของเครือญาติ ผู้ชายในสังคมนี้มักดูแลหลานชาย (ลูกของพี่สาวหรือน้องสาว) มากกว่าลูกของตนเอง
Parallel Cousins และ Cross Cousins (ลูกพี่ลูกน้องคู่ขนานและลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย):
1. Parallel Cousins (ลูกพี่ลูกน้องคู่ขนาน) ลูกของพี่น้องที่เป็นเพศเดียวกัน เช่น ลูกของน้องสาวและพี่สาวของแม่ ลูกของพี่ชายและน้องชายของพ่อ
2. Cross Cousins (ลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย) ลูกของพี่น้องที่เป็นเพศตรงข้าม เช่น ลูกของพี่ชายของแม่ ลูกของน้องสาวของพ่อ
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญในระบบการสืบเชื้อสายทางเดียว ในระบบ Patrilineal และ Matrilineal ญาติที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ Ego จะถือว่าเป็น Parallel Cousins ส่วน Cross Cousins จะอยู่นอกกลุ่มเครือญาติ
Patrilineal Descent: เน้นบทบาทของฝ่ายพ่อ เช่น การส่งต่อทรัพย์สินและหน้าที่
Matrilineal Descent: เน้นบทบาทของฝ่ายแม่ เช่น มรดกและความสัมพันธ์ทางครอบครัว
Parallel และ Cross Cousins: ใช้จำแนกเครือญาติในระบบเชื้อสายทางเดียว
Unilineal Descent Groups และ Patrilineality in China
Unilineal Descent Groups (กลุ่มสืบเชื้อสายทางเดียว)
วิธีที่ผู้คนสร้างครัวเรือนขยาย (extended households) โดยรวมครอบครัวนิวเคลียร์ (nuclear families) เข้าด้วยกันเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกัน กลุ่มสืบเชื้อสาย (descent groups) ที่ใหญ่ขึ้นสามารถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
Matrilineal Descent (การสืบเชื้อสายผ่านสายแม่) ในกลุ่มที่สืบเชื้อสายผ่านสายแม่ สมาชิกที่มีความสัมพันธ์ผ่านสายแม่จะรู้จักเอกลักษณ์ของกลุ่มและร่วมมือกันในบางวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่สร้างขึ้นโดยหลักการ Matrilineal จะยึดคำกล่าวว่า “ทุกคนสืบเชื้อสายจากกลุ่มของแม่ของเขาหรือเธอ” หรือ “เฉพาะลูกของผู้หญิงในกลุ่มเท่านั้นที่เป็นสมาชิกกลุ่ม”
Patrilineal Descent (การสืบเชื้อสายผ่านสายพ่อ) ในทางกลับกัน กลุ่มสามารถถูกพัฒนาโดยการประยุกต์ใช้ หลักการ Patrilineal ซ้ำ ๆ ในแต่ละรุ่น มีเพียงเพศชายเท่านั้นที่ส่งผ่านความเป็นสมาชิกของกลุ่มสืบเชื้อสายให้กับลูกหลาน
Descent Group (กลุ่มสืบเชื้อสาย) กลุ่มที่สมาชิกเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษร่วม
Patrilineality and Globalization in China (การสืบเชื้อสายผ่านสายพ่อและโลกาภิวัตน์ในจีน)
ประวัติศาสตร์การสืบเชื้อสายผ่านสายพ่อในจีน เช่น วัฒนธรรมฮั่น (Han Culture) เป็นวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในจีน และให้ความสำคัญกับการสืบเชื้อสายผ่านสายพ่อ การถ่ายโอนทรัพย์สิน ทรัพย์สินถูกถ่ายโอนจากพ่อไปยังลูกชาย บทบาทของผู้หญิงหลังแต่งงาน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมักย้ายไปอยู่บ้านครอบครัวของสามีและอยู่ภายใต้การควบคุมของครอบครัวฝ่ายสามี และมีค่านิยมในระบบปิตาธิปไตย คือ ลูกสาวถูกมองว่าเป็นภาระ เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงดู และไม่สามารถส่งต่อชื่อสกุลหรือทรัพย์สินได้ ลูกชายมีความสำคัญมากกว่าในแง่ของการสืบสายเลือดและหน้าที่ในครอบครัว
ความสัมพันธ์ในเชิงเครือญาติของจีน ได้รับการอธิบายว่า มาจากบทบาทของลัทธิขงจื๊อ ซึ่งเน้นการให้เกียรติบรรพบุรุษ การเคารพหน้าที่ในครอบครัว และการสืบเชื้อสายผ่านเพศชาย
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 บทบาทของผู้หญิงในสังคมจีนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาของทั้งชายและหญิง คู่รักเริ่มมีบทบาทเท่าเทียมกันมากขึ้นในการตัดสินใจสำคัญ เช่น การแต่งงาน ส่งผลหใการเน้นความเท่าเทียมกันทางเพศในยุคปัจจุบัน และผู้หญิงในชนบทบางส่วนมีบทบาทในการเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสมากขึ้นในการศึกษาและการทำงาน และผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในจีนทำให้เกิดการปรับตัวของค่านิยมเกี่ยวกับครอบครัวและบทบาทของเพศ
จากการเติบโตอย่างมหาศาลของโรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในจีน ทำให้ผู้นำจีนตระหนักว่าจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อชะลออัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร หากจีนยังคงเติบโตด้วยอัตรานี้ จีนจะประสบกับวิกฤตด้านอาหารและเศรษฐกิจที่เลวร้ายในอนาคต ดังนั้นในปี 1979 พวกเขาจึงออกกฎหมายที่เรียกกันว่า “นโยบายลูกคนเดียว” ภายใต้นโยบายนี้ คู่รักที่อาศัยอยู่ในเมืองสามารถมีลูกได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น โดยทั่วไป ในพื้นที่ชนบท คู่รักจะได้รับอนุญาตให้มีลูกสองคนหากลูกคนแรกเป็นผู้หญิง กฎหมายนี้ต่อมาได้ผ่อนคลายให้กับชนกลุ่มน้อยทั้ง 56 กลุ่มในจีน
นโยบายลูกคนเดียว (One-Child Policy)
จากการพัฒนาในประเทศจีน และความกังวลในเรื่องประชากรที่มากเกินปว่าที่จะจัดการดูแลได้ ทำให้ จีนเข้าใจว่ากำลังเผชิญกับปัญหาประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งในช่วงปี 1970s ซึ่งนำไปสู่วิกฤตด้านอาหารและเศรษฐกิจ ในช่วงปี 1979 รัฐบาลจึงบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียว (One-Child Policy) เพื่อควบคุมอัตราการเกิด แต่ก็มีความแตกต่างในการบังคับใช่นโยบาย เช่น ในชนบท คู่รักได้รับอนุญาตให้มีลูกสองคนหากลูกคนแรกเป็นผู้หญิง เพราะต้องการแรงงานในการผลิตอาหาร ส่วนในเมือง ครอบครัวส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้มีลูกเพียงคนเดียว เพราะต้องการประหยัดการจัดส่งอาหารมาเลี้ยงคนเมือง ต่อมา กฎหมายนี้ผ่อนคลายสำหรับกลุ่มชนกลุ่มน้อย 56 กลุ่มในจีน เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการผ่อนคลายนโยบายมีลูกคนเดียวหรือสองคน
หากใครที่มีลูกเกินกว่ากำหนด จะถูกลงโทษ นายจ้างลงโทษในรูปแบบการลดเงินเดือนและการเลื่อนตำแหน่ง และครอบครัวต้องจ่ายค่าปรับสำหรับบริการด้านสุขภาพและการศึกษา จีนมีนโยบายกดดันให้ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างมาก เช่น มีการบังคับทำแท้ง ห้ามตรวจเพศของเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา
แต่ประเทศจีนก็มีปัญหาเรื่องการให้ความสำคัญในทางเพศ บางเพศ ทำให้ไม่เกิดความสมดุล (Gender Imbalance) เพราะให้ความสำคัญกับลูกชายยังคงอยู่ในชนบท
ในทศวรรษ 1980s และ 1990s มีปัญหาต่อความกดดันเรื่องเพศเป็นอย่างมาก เช่น หากลูกคนแรกไม่ใช่เพศชายก็อาจจะมีการปิดบังการตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง แต่หากหน่วยงานรัฐทราบก็จะบังคับให้มีการทำแท้ง ทำให้เกิดความเสียใจของแม่และบิดาเด็กเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการทอดทิ้งและปกปิดการมีบุตรหญิง ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงมีเด็กผู้หญิงมากมาย
ประมาณปี 2020 จีนจะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงราว 30 ล้านคน และเกิดผลกระทบต่อครอบครัวและการเลี้ยงดู เด็กคนเดียว (Only Child) จนเด็กที่เป็นลูกคนเดียวจะถูกเรียกว่า “จักรพรรดิน้อย” (Little Emperors) ได้รับการเลี้ยงดูอย่างประณีตจากพ่อแม่และปู่ย่าตายาย อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลในด้านการศึกษาและความสำเร็จ และเด็กคนเดียวก็เป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจจากพ่อแม่สองคนและปู่ย่าตายายสี่คน ทำให้เกิดปัญหาต่อการจัดการศึกษาในครอบครัว เช่น มีแรงกดดันทางการเรียนสูง คือ พ่อแม่จีนลงทุนสูงเพื่อการศึกษาของลูก ส่งลูกเข้าโรงเรียนสอนพิเศษ ทำให้เด็กใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติวให้ลูก และมีโรงเรียนเอกชนและบริษัทต่าง ๆ ในจีนจัดจำหน่ายสื่อการเรียนรู้ เช่น Magic English และ Baby Einstein เพื่อช่วยเสริมภาษาอังกฤษ
ในปี 2003 Time-Warner ทดสอบโปรแกรมภาษาอังกฤษแบบอินเทอร์แอคทีฟในเซี่ยงไฮ้ที่มีราคา $3,300
จากการให้ความสำคัญแก่เด็กผู้ชายมากกว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและบทบาทของเด็กหญิงตามมาด้วย เช่น ทำให้เกิดการรณรงค์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ช่วยยกระดับสถานภาพของผู้หญิงในสังคม และสร้างค่านิยมว่า เพศของลูกไม่สำคัญอีกต่อไปในครอบครัวจีนส่วนใหญ่ แต่ควรเน้นการให้ความสำคัญ แก่ การศึกษาและโอกาสในอาชีพให้ลูกเพื่อความสำเร็จในอนาคต
โดยสรุปนโยบายลูกคนเดียวในจีนมีผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบมากกว่าในเชิงบวก ลดอัตราการเติบโตของประชากร แต่ทำให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลทางเพศ และเพิ่มแรงกดดันต่อเด็กคนเดียวในครอบครัว จนเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงในสังคม
เครือญาติแบบโทเทม (Totemic clans) ระบุสมาชิกของพวกเขาเชิงสัญลักษณ์กับพลังเหนือธรรมชาติ เช่น สายฟ้า พระอาทิตย์ และพระจันทร์ ในตัวอย่างของสังคมที่สืบเชื้อสายฝ่ายชาย ครอบครัวเดี่ยวเป็นส่วนหนึ่ง หรือ “เซกเมนต์” ของครอบครัวขยายที่สืบเชื้อสายฝ่ายชาย
กลุ่มเครือญาติในการปฏิบัติ (Descent Groups in Action)
เพื่อแนะนำหลักการทั่วไปของความสัมพันธ์ทางเครือญาติ คำอธิบายที่ผ่านมานั้นเป็นนามธรรมอย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับครอบครัว กลุ่มเครือญาติประกอบด้วยคนที่มีชีวิตอยู่ซึ่งทำงานในสวน ถือครองทรัพย์สินร่วมกัน ทำพิธีกรรม สอนลูกหลาน ก่อสร้างที่อยู่อาศัย และทำกิจกรรมอื่น ๆ มากมายร่วมกัน เมื่อผู้คนทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายร่วมกัน พวกเขามีวิธีในการรับประกันความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ทางสังคมตลอดเวลา โดยกำหนดบทบาทให้สมาชิก แบ่งหน้าที่และสิทธิให้กับพวกเขา ตัดสินใจในสิ่งที่มีผลต่อสมาชิก และแสดงอัตลักษณ์ของกลุ่ม สรุปได้ว่า พวกเขามีการจัดระเบียบ ในหลายพื้นที่จนถึงปัจจุบัน กลุ่มเครือญาติและความสัมพันธ์ทางเครือญาติให้และจัดกิจกรรมที่ร่วมมือกันในรูปแบบต่าง ๆ
สองตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดนี้
ตัวอย่างแรกคือกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายฝ่ายชายในหมู่เกาะแปซิฟิกที่เรียกตนเองว่า ติโกเปีย อีกตัวอย่างคือชาวโฮปิ กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันฝ่ายหญิงในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้
ติโกเปีย (Tikopia) สังคมที่สืบเชื้อสายฝ่ายชาย (A Patrilineal Society) ในช่วงปลายปี 1920 เมื่อเรย์มอนด์ เฟิร์ธทำการศึกษา มีประชากรราว 1,200 คนอาศัยอยู่บนเกาะนี้ ชาวติโกเปียมองว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของหนึ่งในสี่กลุ่มเครือญาติฝ่ายชาย แต่ละกลุ่มมีชื่อของตัวเอง แต่ละกลุ่มเครือญาติฝ่ายชายแบ่งออกเป็นสายตระกูลฝ่ายชายย่อย ๆ ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ย 30 ถึง 40 คน สมาชิกของสายตระกูลฝ่ายชายแต่ละกลุ่มสามารถสืบเชื้อสายย้อนกลับไปยังบรรพบุรุษร่วมกัน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสายตระกูลฝ่ายชายที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 4 ถึง 6 รุ่นก่อน เกี่ยวข้องในเชิงเวทมนตร์กับพลังเหนือธรรมชาติหลายอย่างที่เรียกว่า “วูยา” (wuya) กลุ่มเครือญาติมักตั้งชื่อของตนเองจาก “วูยา” หลัก เช่น หมี กระต่าย ข้าวโพด ตัวแบดเจอร์ งู เมฆ พระอาทิตย์ และต้นอ้อ ในการสวดอ้อนวอนต่อ “วูยา” สมาชิกของกลุ่มเครือญาติฝ่ายหญิงขอความคุ้มครองและการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ ศาสนาของชาวโฮปิมีปฏิทินพิธีกรรมที่รวมพิธีที่จำเป็นต้องทำทุกปีจำนวนมาก ในกรณีส่วนใหญ่ แต่ละพิธีกรรมถูก “เป็นเจ้าของ” โดยสมาชิกของกลุ่มเครือญาติหนึ่ง ซึ่งในวัฒนธรรมโฮปิ หมายความว่ากลุ่มนี้มีหน้าที่หลักในการดูแลให้พิธีเสร็จสิ้นตรงเวลาและด้วยวิธีการที่เหมาะสม
กลุ่มเครือญาติแต่ละกลุ่มที่มีตัวแทนในหมู่บ้านหนึ่งจะมี “บ้านของกลุ่มเครือญาติ” ซึ่งเก็บหน้ากาก เครื่องราง และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ที่ใช้ในพิธีกรรมของกลุ่มนั้น เมื่อไม่ได้ใช้งาน บ้านของกลุ่มเครือญาติมักจะเป็นห้องที่ติดกับที่อยู่อาศัยของสมาชิกหญิงที่อาวุโสที่สุดในกลุ่ม
ผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเป็น “แม่ของกลุ่มเครือญาติ” มีหน้าที่ดูแลการเก็บรักษาสิ่งของพิธีกรรมและตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพที่เหมาะสม ในกลุ่มเครือญาติแต่ละกลุ่มยังมีหัวหน้าชายซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ทางศาสนา เขามีหน้าที่จัดการผู้ชายในกลุ่มเครือญาติเพื่อดำเนินพิธีกรรมของกลุ่ม หัวหน้าชายของกลุ่มเครือญาติจะสอนน้องชายหรือหลานชายที่เป็นลูกของพี่สาวเกี่ยวกับความรู้ด้านพิธีกรรมที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้เพื่อดำเนินพิธีกรรมให้ถูกต้อง ในที่สุด การรวมกันของการสืบเชื้อสายฝ่ายหญิงและการพำนักอาศัยฝ่ายหญิงส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อมักจะใกล้ชิดและยืดหยุ่น พ่อแทบจะไม่ลงโทษลูกของตนเองในทางวัฒนธรรม สิ่งนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นบทบาทที่เหมาะสมของเขา เพราะในที่สุด ลูกและพ่ออยู่ในสายเครือญาติฝ่ายหญิงและกลุ่มเครือญาติฝ่ายหญิงที่ต่างกัน
สถานะโสดของหญิงสาวชาวโฮปิ (Hopi) เหล่านี้ถูกแสดงออกผ่านทรงผมของพวกเธอ
ในหมู่บ้านของชาวโฮปิ ตามประเพณีสามีของผู้หญิงจะทำงานในที่ดินของครอบครัวฝ่ายภรรยา และย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของภรรยา สายเครือญาติฝ่ายหญิง (matrilineages) และกลุ่มเครือญาติฝ่ายหญิง (matriclans) ของชาวโฮปิยังจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและพิธีกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย น้องสาว และพวกเธอจะช่วยเขาในงานประจำวันได้อย่างไร ในทางกลับกัน พี่ชายที่แต่งงานแล้วจะดูแลผลประโยชน์ในที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับจากสายเครือญาติฝ่ายหญิง (matrilineage) ได้อย่างไร
คำตอบคือ การพำนักกับลุงหรืออาของแม่ (avunculocal residence) หากลูกชายของพี่สาวชายแก่พาภรรยาของพวกเขามาอยู่ด้วยในที่พักอาศัยเดียวกัน สมาชิกชายทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในสายเครือญาติฝ่ายหญิง (matrilineage) จะอาศัยอยู่ในที่เดียวกัน ในขณะที่ผู้หญิงในสายเครือญาติฝ่ายหญิงหลายคนอาศัยกระจายอยู่ในบ้านของพี่น้องของสามีของพวกเธอ เช่นเดียวกับลูก ๆ ของพวกเธอ
หากผู้คนมีการสืบเชื้อสายฝ่ายหญิง (matrilineal descent) การพำนักกับลุงหรืออาของแม่ (avunculocal residence) มักจะรวมผู้ชายที่เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน ขณะที่การพำนักฝ่ายหญิง (matrilocal residence) จะกระจายผู้ชายในสายเครือญาติฝ่ายหญิงไปยังบ้านของภรรยา
บางทีความซับซ้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นของเรา: ระบบเครือญาติ (kinship systems) ของผู้คนในยุคก่อนอุตสาหกรรมมักซับซ้อนมาก เมื่อตัดผ่านความซับซ้อน การพำนักกับลุงหรืออาของแม่ (avunculocal residence) จะรวมญาติผู้ชายในสายเครือญาติฝ่ายหญิงที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้อื่น ๆ ในสังคมที่มีการสืบเชื้อสายฝ่ายหญิง (matrilineal societies) ที่ผู้ชายมีอำนาจควบคุมทรัพย์สินส่วนใหญ่ การพำนักกับลุงหรืออาของแม่ (avunculocal residence) เป็นสิ่งที่เหมาะสม
การสืบเชื้อสายแบบไม่ผ่านสายเดียว (Nonunilineal Descent) ตัวอย่างเช่น หากสังคมสืบเชื้อสายฝ่ายหญิง (matrilineal) ทุกคนจะเข้าร่วมกลุ่มเครือญาติของแม่ และเป็นผลให้ทุกคนในสายเครือญาติหรือกลุ่มเครือญาติ (clan) ของทุกคนเกี่ยวข้องกันผ่านผู้หญิง เช่น สังคมกะเหรี่ยง เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตทางสังคมที่แท้จริงแทบจะไม่เป็นไปตามกฎที่กำหนดไว้
โดยทั่วไปก็ยังมีระดับของการเลือกเกี่ยวกับกลุ่มที่จะเข้าร่วม ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวและสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีบรรทัดฐานหรือกฎเกี่ยวกับสิ่งที่ “ควร” เกิดขึ้น
ในสังคมที่มีการสืบเชื้อสายแบบไม่ใช่สายเดียว บุคคลไม่ได้เชื่อมโยงกับญาติสายแม่ หรือสายพ่อ (patrilineal) เป็นประจำ แต่พวกเขาเลือกว่าจะอยู่กับใคร ใช้ที่ดินของใคร และอื่น ๆ เช่น รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ การสืบเชื้อสายสองทาง และการสืบเชื้อสายแบบค็อกแนติก (cognatic) การสืบเชื้อสายสองทาง (bilateral หรือ two-sided) ความสัมพันธ์ทางเครือญาติจะถูกติดตามผ่านทั้งสองเพศ และญาติจากพ่อและแม่มีความสำคัญใกล้เคียงกัน ส่วนการสืบเชื้อสายสองทาง ส่วนใหญ่คือ ประเทศตะวันตกในปัจจุบัน แต่ก็พบได้ทั่วไปในส่วนอื่นของโลก
ตรงกันข้ามกับการสืบเชื้อสายสายเดียว คนในระบบสืบเชื้อสายสองทางไม่มีกลุ่มญาติขนาดใหญ่ที่ถือครองทรัพย์สินเหมือนสายเครือญาติ (lineages) การติดตามความสัมพันธ์ทางเครือญาติแบบสองทาง ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างญาติที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่าเครือญาติ (kindreds)
เครือญาติ (kindred) ประกอบด้วยบุคคลทั้งหมดที่บุคคลเฉพาะคนหนึ่งรู้จักว่าเกี่ยวข้องกับตนเพื่อทำความเข้าใจระบบเครือญาติสองทาง (bilateral kinship) และเครือญาติ (kindreds)
ผู้หญิงชาวแคนาดาชื่อ ลิซ (Liz) ลิซรู้จักญาติของเธอผ่านทั้งพ่อและแม่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาในลักษณะเดียวกัน (เว้นแต่เธอจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบางคนเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้กันหรือด้วยเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ)
ยิ่งความสัมพันธ์ห่างไกลมากขึ้น ลิซก็ยิ่งมีโอกาสน้อยที่จะมีปฏิสัมพันธ์หรือแม้แต่รู้ว่าใครคือญาติของเธอ
Cognatic
ในสังคมที่มีการสืบเชื้อสายแบบค็อกแนติก (cognatic descent หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ambilineal descent) ผู้คนเป็นสมาชิกของกลุ่มญาติหลายกลุ่มพร้อมกัน และมีทางเลือกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในกลุ่มญาติใดที่จะเปิดใช้งาน การสืบเชื้อสายแบบค็อกแนติก มีองค์ประกอบทั้งจากระบบสายเดียว และสองทาง ในกลุ่มนี้มอบสิทธิ์ในที่ดินทำการเกษตร พื้นที่บ้าน และทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ในสังคมแบบค็อกแนติก (cognatic societies) คนส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาชิกของกลุ่มหลายกลุ่มพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาเปิดใช้งานบางทางเลือก เช่น การช่วยเหลือด้านแรงงานและอาหารในงานเลี้ยงที่จัดโดยกลุ่ม เพื่อแสดงความสนใจและความมุ่งมั่นต่อกลุ่ม หมู่เกาะซามัวเป็นตัวอย่าง
หมู่บ้านในซามัวแต่ละแห่งมีสภาที่วางแผนกิจกรรมของชุมชน กำหนดค่าปรับ และทำหน้าที่อื่น ๆ ให้กับชุมชนทั้งหมด หมู่บ้านแต่ละแห่งประกอบด้วยกลุ่มเครือญาติแบบค็อกแนติก หลายกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ ‘ไอกา (‘aiga) แม้ว่าแต่ละ ‘ไอกา จะมีสาขาที่เป็นตัวแทนในหลายหมู่บ้าน แต่ทุก ‘ไอกา ก็มีหมู่บ้านบรรพบุรุษที่สมาชิกถือว่าเป็นบ้านเกิด เมื่อยศตำแหน่งว่างลงเนื่องจากการเสียชีวิตหรือเหตุผลอื่น สมาชิกทั้งหมดของ ‘ไอกา มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นในการเลือกผู้ครอบครองตำแหน่งใหม่ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ้านเกิดหรือไม่
‘ไอกา ในซามัวแสดงให้เห็นถึงหน้าที่ทั่วไปของกลุ่มเครือญาติแบบค็อกแนติก พวกเขาสามารถถือครองทรัพย์สินและควบคุมการเข้าถึงที่ดิน จัดกิจกรรมความร่วมมือ และทำหน้าที่เป็นพื้นฐานสำหรับการได้รับบทบาททางการเมืองที่มีเกียรติและอำนาจ
ในสังคมแบบสองทาง (bilateral societies) เครือญาติ จะมุ่งเน้นที่ตัวบุคคล (ego) และมักจะรวมตัวกันเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน งานศพ และที่นี่ในรัฐเมน (Maine) การรวมตัวของครอบครัว
Influences on Kinship Systems
นักมานุษยวิทยาตั้งคำถามมานานหลายทศวรรษว่าทำไมวัฒนธรรมถึงมีรูปแบบของเครือญาติดังที่เป็นอยู่ ทำไมชาวติโกเปีย (Tikopia) ถึงสืบเชื้อสายทางฝ่ายพ่อ (patrilineal), ชาวโฮปี (Hopi) ทางฝ่ายแม่ (matrilineal), และชาวอังกฤษ (English) แบบสองฝ่าย (bilateral)? จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครระบุปัจจัยเพียงอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งจำนวนเล็กน้อยของปัจจัยที่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจึงพัฒนาระบบเครือญาติที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลายประการมีอิทธิพล (ไม่ใช่เป็นสาเหตุโดยตรง) ต่อรูปแบบเครือญาติที่คนกลุ่มหนึ่งจะเลือกใช้ ปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลคือวิธีที่ผู้คนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา ตัวอย่างเช่น ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชนล่าสัตว์-เก็บของป่าเป็นแบบไม่สืบเชื้อสายฝ่ายเดียว ส่วนใหญ่เป็นแบบสองฝ่าย (bilateral)
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะระบบเครือญาติแบบไม่สืบเชื้อสายฝ่ายเดียว ให้ทางเลือกมากมายแก่แต่ละบุคคลและครอบครัวเดี่ยวว่าจะเปิดใช้งานความสัมพันธ์ทางเครือญาติแบบใดในแต่ละช่วงเวลาอิทธิพลนี้สอดคล้องกับวิธีการแบบวัตถุนิยม ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อรูปแบบการสืบเชื้อสายอื่น ๆ เช่นกัน
ประมาณสามในสี่ของสังคมเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อนเป็นระบบสืบเชื้อสายทางฝ่ายพ่อ (patrilineal) ตามสมมติฐานหนึ่ง การเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนเกี่ยวข้องกับการสืบเชื้อสายฝ่ายพ่อ เนื่องจากสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินของผู้ชาย การสืบเชื้อสายทางฝ่ายพ่อยังถูกมองว่าเป็นวิธีการที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในสงครามระหว่างกลุ่ม พวกเขาใช้เพื่อให้ได้ภรรยาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้พวกเขาได้เปรียบเหนือผู้ชายคนอื่น นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสัตว์ชาวแอฟริกันจำนวนมากต้องปกป้องปศุสัตว์ของพวกเขาจากการถูกปล้นโดยชาวเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนในบริเวณใกล้เคียง สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการรักษากลุ่มผู้ชายที่เกี่ยวข้องให้อยู่ด้วยกัน ส่งเสริมการอยู่อาศัยใกล้บ้านฝ่ายพ่อ และกระจายเครือญาติฝ่ายหญิงออกไป
เมื่อเวลาผ่านไป การสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายพ่อ พัฒนาเป็นผลตามมา เพราะผู้ชายที่อยู่ด้วยกันตลอดชีวิตส่วนใหญ่มักจะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและส่งต่อทรัพย์สินไปยังลูกชาย ปัจจัยประเภทใดที่มีอิทธิพลต่อการก่อตัวของการสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่ นักมานุษยวิทยาจำนวนมากเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับวิธีที่ผู้คนได้มาซึ่งอาหาร ส่วนการสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่มีแนวโน้มที่จะพบในกลุ่มชนทำสวน (horticultural peoples) มากกว่ากลุ่มชนล่าสัตว์-เก็บของป่า (foragers) หรือกลุ่มชนเกษตรกรรมเข้มข้น 76 เปอร์เซ็นต์ของวัฒนธรรมที่สืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่ (matrilineal cultures) เป็นกลุ่มชนทำสวน แต่มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นกลุ่มเลี้ยงสัตว์หรือผสมผสานการเลี้ยงสัตว์กับการเพาะปลูก สำหรับจิตวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology) หรือสังคมชีววิทยา (sociobiology) สิ่งที่น่างงที่สุดของการสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่ (matrilineal descent) คือผู้ชายส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนทางวัตถุแก่ลูกของน้องสาวมากกว่าลูกของตนเอง
สิ่งนี้ “น่าสงสัย” เพราะโดยปกติผู้ชายจะมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับลูกของตนเองมากกว่าลูกของน้องสาว และจิตวิทยาวิวัฒนาการทำนายว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือญาติสนิททางพันธุกรรมมากกว่าญาติที่ห่างไกล
ในปี 1974 ริชาร์ด อเล็กซานเดอร์ (Richard Alexander) เสนอว่าการสืบเชื้อสายผ่านฝ่ายแม่ (matrilineal descent) สามารถอธิบายในแง่ของความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ในบางเงื่อนไข ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับลูกของน้องสาวมากกว่าลูกของภรรยา
4.การสร้างระบบเครือญาติเชิงวัฒนธรรม (Cultural Construction of Kinship)
องค์ประกอบหลักของความรู้ทางวัฒนธรรมคือวิธีที่ผู้คนสร้างโลกแห่งความจริง ทั้งในเชิงธรรมชาติและสังคม ความสัมพันธ์และกลุ่มเครือญาติเป็นส่วนสำคัญของความจริงทางสังคมในทุกวัฒนธรรมมนุษย์ การจัดกลุ่มญาติของพวกเขาให้อยู่ในประเภทเหล่านี้เรียกว่า ขอให้สังเกตคำเรียกเครือญาติ (kinship terminology)
หลายคนอาจคิดว่า คำศัพท์เครือญาติ (kin terms) สะท้อนถึงวิธีที่ญาติสัมพันธ์กันทางชีววิทยา (ทางพันธุกรรม) ในภาษาอังกฤษ สิ่งนี้เป็นจริงในบางคำ เช่น แม่ (mother), พ่อ (father), พี่สาว/น้องสาว (sister), พี่ชาย/น้องชาย (brother), ลูกชาย (son), และ ลูกสาว (daughter) ซึ่งทั้งหมดนิยามบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางชีววิทยากับคุณในรูปแบบเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ไม่มีญาติผู้หญิงคนใดที่แบ่งปันสายเลือดเดียวกันกับคุณนอกจาก พี่สาว/น้องสาว (sister) ของคุณ (ไม่รวมถึงเครือญาติสมมติ เช่น การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม การอุปการะเด็ก และญาติพี่น้องจากการแต่งงานใหม่) อย่างไรก็ตาม คำศัพท์เครือญาติ (kin terms) ในภาษาอังกฤษไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมอย่างซื่อสัตย์
คำศัพท์เหล่านี้อ้างถึงพี่น้องของพ่อแม่คุณ โดยแยกแยะตามเพศเท่านั้น แต่บุคคลที่คุณเรียกว่า ป้า/น้า/อา (aunt) และ ลุง/อา (uncle) มีความสัมพันธ์กับคุณในสี่วิธีที่แตกต่างกัน พี่น้องของพ่อ (father’s siblings), พี่น้องของแม่ (mother’s siblings), คู่สมรสของพี่น้องของพ่อ (father’s siblings’ spouses), และ คู่สมรสของพี่น้องของแม่ (mother’s siblings’ spouses) แนวคิดเดียวกันนี้ใช้กับคำศัพท์อื่น ๆ บางคำ: คำศัพท์เฉพาะคำหนึ่งอาจจัดกลุ่มบุคคลหลายคนที่เกี่ยวข้องกับคุณในวิธีที่ต่างกัน ดังนั้น ปู่/ตา (grandfather) และ ย่า/ยาย (grandmother) จึงรวมถึงพ่อแม่ของทั้งแม่และพ่อ ลูกพี่ลูกน้อง (first cousin) หมายถึงกลุ่มคนที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับคุณทางชีววิทยาในวิธีที่ต่างกัน
แม้แต่คำศัพท์ที่ดูเหมือนจะมีความหมายทางชีววิทยาที่ชัดเจนอย่าง พี่สาว/น้องสาว และ พี่ชาย/น้องชาย ก็ถูกปฏิบัติในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ในจีนและเกาหลีสมัยโบราณ รวมถึงในสถานที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง คำศัพท์สำหรับพี่น้องถูกปรับเปลี่ยนตามลำดับการเกิด เช่น พี่ชายคนแรก (first brother), พี่ชายคนที่สี่ (fourth brother), และ พี่สาวคนที่สอง (second sister)
ชาวจีนและเกาหลีนำความเคารพผู้อาวุโสของลัทธิขงจื๊อมาใช้กับคำศัพท์พี่น้อง ความจริงที่ว่าพี่ชายคนโตมีตำแหน่งสูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่าสะท้อนให้เห็นในวิธีที่พวกเขาเรียกกันและกัน
คำศัพท์เครือญาติ ของผู้คนสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางชีววิทยาได้อย่างไม่สมบูรณ์ ที่สำคัญกว่านั้น คำศัพท์เครือญาติสะท้อนถึง บรรทัดฐาน (norms), สิทธิ (rights), หน้าที่ (duties), และ รูปแบบพฤติกรรม (behavioral patterns) ที่แสดงลักษณะของความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างเครือญาติ
ลูกสาว ถูกเรียกด้วยคำที่แตกต่างจาก ลูกสาวของพี่สาว/น้องสาวของแม่ บ่อยครั้ง พี่สาว/น้องสาวของพ่อ และ พี่สาว/น้องสาวของแม่ มีชื่อเรียกต่างกัน ฝ่ายของครอบครัว เป็นเกณฑ์ที่ห้าในการสร้างคำศัพท์เครือญาติ ในภาษาอังกฤษ ฝ่ายของครอบครัว ไม่มีผล: ญาติของคุณจาก ฝ่ายแม่ ได้รับการเรียกเหมือนกับญาติจาก ฝ่ายพ่อ ตามที่ทราบกกันดี วัฒนธรรมอื่น ๆ อีกมากให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความสัมพันธ์ผ่านผู้หญิง (ฝ่ายแม่ - matrilineal) หรือผู้ชาย (ฝ่ายพ่อ - patrilineal)
การเน้นย้ำนี้สะท้อนให้เห็นในระบบคำศัพท์ หลักการทั้งห้านี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนหลากหลายใช้ในการสร้างระบบเครือญาติเชิงวัฒนธรรม (culturally construct kinship) ประเด็นที่กว้างที่สุดคือผู้คนต่าง ๆ รวมหลักการเชิงตรรกะเหล่านี้ (logical principles)—อย่างที่คุณเห็นว่าพวกมันเป็น ความเป็นไปได้เชิงตรรกะ (logical possibilities)—ในหลายวิธีเพื่อสร้างหมวดหมู่หรือชนิดของญาติ
3.รูปแบบหลากหลายของคำศัพท์เครือญาติ (Varieties of Kinship Terminology)
ผู้คนหลากหลายในโลกได้พัฒนาวิธีการมากมายในการจัดประเภทญาติให้อยู่ในหมวดหมู่ที่กำหนดชื่อ ระบบการจำแนก (classification systems) มีชื่อเช่น เอสกิโม , ฮาวาย, ซูดาน, อิโรควอยส์ , โอมาฮา, และ โครว์
นักมานุษยวิทยา ลูอิส เฮนรี มอร์แกน (Lewis Henry Morgan) ได้พัฒนาระบบการจำแนก (classification system) สำหรับคำศัพท์เครือญาติในปี 1871 เขาตั้งชื่อแต่ละระบบตามผู้คนกลุ่มแรกที่เขาพบเจอ ในความเป็นจริง ระบบทั้งหมดพบได้ในหลายทวีป แม้ว่า 4 ระบบจะถูกตั้งชื่อตามชนพื้นเมืองอเมริกันที่มอร์แกนได้เรียนรู้ ที่นี่เราจะครอบคลุมเพียงสี่ระบบ คือ เอสกิโม , ฮาวาย , อิโรควอยส์ , และ โอมาฮา (Omaha)
เอสกิโม เข้าใจง่ายที่สุดสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษ เพราะนี่คือระบบที่พวกเราคุ้นเคยที่สุด แม่ตามสายชีววิทยา (biological mother) ของอีโก (Ego) ถูกเรียกว่า แม่ และ พ่อของอีโกถูกเรียกว่า พ่อ คำว่า ป้า/น้า/อา ถูกใช้สำหรับทั้ง พี่สาว/น้องสาวของพ่อ (father’s sister) และ พี่สาว/น้องสาวของแม่ (mother’s sister) คำว่า ลุง/อา ถูกใช้สำหรับทั้ง พี่ชาย/น้องชายของพ่อ และ พี่ชาย/น้องชายของแม่
คำว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาว ถูกใช้เฉพาะสำหรับลูกของพ่อและแม่ของอีโก (Ego) คำว่า ลูกพี่ลูกน้อง (cousin) ถูกใช้สำหรับลูกของ ลุง/ป้า/น้า/อา ทั้งหมดของอีโก
ฮาวาย (Hawaiian)
คำศัพท์ฮาวาย (Hawaiian terminology) ใช้คำศัพท์น้อยที่สุด
ญาติทั้งหมดของอีโกใน รุ่นต้นสายแรก (first ascending generation) ถูกเรียกเป็น แม่ หรือ พ่อ คำว่า “แม่” ถูกใช้สำหรับผู้หญิงทั้งหมด เช่นเดียวกับคำว่า “พ่อ” ถูกใช้สำหรับผู้ชายทั้งหมดในรุ่นนั้น
คำว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาว ถูกใช้สำหรับทุกคนในรุ่นเดียวกันกับอีโก ขยาย เพื่อรวม พี่สาว/น้องสาวของแม่ของอีโก (Ego’s mother’s sister) และ พี่สาว/น้องสาวของพ่อของอีโก (Ego’s father’s sister) และ พ่อ ขยายเพื่อรวม พี่ชาย/น้องชายของพ่อ และ พี่ชาย/น้องชายของแม่ในรุ่นของอีโกเอง ญาติทุกคนถูกเรียกว่า พี่ชาย/น้องชาย หรือ พี่สาว/น้องสาว คำศัพท์ฮาวาย ไม่มีคำศัพท์ที่เทียบเท่ากับคำในภาษาอังกฤษเช่น ลุง/ป้า/น้า/อา (uncle, aunt) และ ลูกพี่ลูกน้อง (cousin) แม้ว่าระบบฮาวาย (Hawaiian system) จะขยายคำว่า แม่ (mother) และ พ่อ (father) แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะไม่สามารถแยกแยะพ่อแม่ตามสายชีววิทยา (biological parents) ของพวกเขาออกจากญาติคนอื่น ๆ ในรุ่นพ่อแม่ (parental generation)
คำศัพท์อิโรควอยส์ (Iroquois terminology)
ผู้คนที่ใช้ คำศัพท์อิโรควอยส์ จัดหมวดหมู่ญาติแตกต่างอย่างมากจากระบบ ฮาวาย และ เอสกิโม (ดูภาพ 10.5)
พ่อ (father) รวม พี่ชาย/น้องชายของพ่อ แต่ไม่รวม พี่ชาย/น้องชายของแม่ แม่รวม พี่สาว/น้องสาวของแม่ แต่ไม่รวม พี่สาว/น้องสาวของพ่อ พี่ชาย/น้องชายของแม่ และ พี่สาว/น้องสาวของพ่อ มีคำศัพท์เฉพาะของพวกเขาเอง ลูกของ พี่ชาย/น้องชายของพ่อ และ พี่สาว/น้องสาวของแม่ ถูกเรียกว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาว
ลูกของ พี่ชาย/น้องชายของแม่ และ พี่สาว/น้องสาวของพ่อถูกเรียกด้วยคำศัพท์ที่อาจแปลว่า ลูกพี่ลูกน้อง
เนื่องจากความคุ้นเคยของมัน แต่สามารถถูกระบุว่า ลูกของพี่สาว/น้องสาวของพ่อ หรือ ลูกของพี่ชาย/น้องชายของแม่ แม้ว่าความแตกต่างเหล่านี้อาจดูแปลกสำหรับเรา แต่มันก็มีอยู่ในระบบ โอมาฮา ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าใจตรรกะเบื้องหลังสิ่งนี้ เพื่อทำความเข้าใจตรรกะเบื้องหลังการเรียก ลูกพี่ลูกน้องขนาน ว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาวและการเรียก ลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย ด้วยคำศัพท์ที่แตกต่าง ให้ย้อนกลับไปยังคำศัพท์ที่ใช้สำหรับ พี่น้องของพ่อแม่ของอีโก (Ego’s parents’ siblings)
โอมาฮา (Omaha terminology) คำศัพท์โอมาฮา (Omaha terminology) เข้าใจยากสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษ (ดูภาพ 10.6) คำศัพท์ที่ใช้ใน รุ่นต้นสายแรก (first ascending generation) ยากที่จะจัดหมวดหมู่และอาจไม่มีคำที่เทียบเท่าในภาษาอังกฤษ
รุ่นต้นสาย (ascending generation) ใช้คำเหมือนกับใน ระบบอิโรควอยส์ และ ลูกพี่ลูกน้องขนาน ถูกเรียกว่า พี่ชาย/น้องชาย (brother) และ พี่สาว/น้องสาว
ความแตกต่างระหว่าง อิโรควอยส์ และ โอมาฮา คือวิธีปฏิบัติต่อ ลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย คำศัพท์โอมาฮา ไม่มีคำที่คล้ายกับคำว่า ลูกพี่ลูกน้องแบบ ในภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ ใน คำศัพท์โอมาฮา มีการแบ่งแยก ลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย ทางฝั่งแม่ (ลูกของ พี่ชาย/น้องชายของแม่ และ ลูกพี่ลูกน้องข้ามสาย ทางฝั่งพ่อ (ลูกของ พี่สาว/น้องสาวของพ่อ
ลูกสาวของ พี่ชาย/น้องชายของแม่ ถูกเรียกว่า แม่ และลูกชายของ พี่ชาย/น้องชายของแม่ ถูกเรียกว่า พี่ชาย/น้องชายของแม่
ดังนั้น ลูกพี่ลูกน้องข้ามสายทางฝั่งแม่ของอีโก (Ego’s maternal cross cousins) ถูกจัดกลุ่มรวมกับบุคคลใน รุ่นพ่อแม่ของอีโก (Ego’s parents’ generation) สำหรับ ลูกพี่ลูกน้องข้ามสายทางฝั่งพ่อของอีโก (Ego’s paternal cross cousins) คำศัพท์ขึ้นอยู่กับเพศของอีโก (Ego’s sex) หากอีโกเป็น ผู้ชาย (male) เขาเรียกลูกของ พี่สาว/น้องสาวของพ่อ ว่า หลานสาวและ หลานชาย
หากอีโกเป็น ผู้หญิง (female) เธอเรียกลูกของ พี่สาว/น้องสาวของพ่อ (father’s sisters’ children) ว่า ลูกชายและ ลูกสาว
ทำไมคำศัพท์ถึงแตกต่าง? (Why do terminologies differ?)
ในบทก่อนหน้า เราเน้นย้ำว่าระบบวัฒนธรรมมีความผสมผสาน แง่มุมหนึ่ง เข้ากันได้ กับอีกแง่มุมหนึ่ง และบางครั้งเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจในบริบท ระบบคำศัพท์เกี่ยวกับเครือญาติ เป็นตัวอย่างที่เผยให้เห็นถึงความผสมผสานทางวัฒนธรรม
ประการแรก ให้สังเกตว่าคำศัพท์ทั้งสี่แบบที่กล่าวถึงสามารถแบ่งออกเป็น สองประเภท
ในระบบ เอสกิโม และ ฮาวาย ฝั่งของครอบครัว ไม่มีผลในการจัดหมวดหมู่ญาติ แต่ใน อิโรควอยส์ และ โอมาฮา มีผล กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในหมู่ชนที่หลากหลายที่ใช้ระบบ เอสกิโม หรือ ฮาวาย หลักการในการแยกญาติตาม ฝั่งของครอบครัวของอีโก (side of Ego’s family) นั้นไม่มีความสำคัญ พวกเขาอาจแยกแยะระหว่าง ญาติฝั่งแม่ (mother’s kin) และ ญาติฝั่งพ่อ (father’s kin) ได้ แต่พวกเขาไม่ได้ทำ ในหมู่วัฒนธรรมที่ใช้ระบบ อิโรควอยส์ หรือ โอมาฮา หลักการในการแยกแยะญาติตาม ฝั่งของครอบครัว (family side) นั้นมีความสำคัญ
กับพี่น้อง (siblings) ของพ่อแม่ของเขาหรือเธอ และ ลูกหลาน (children) ของพวกเขา แม้จะมี ตรรกะนี้ แต่ คำศัพท์ฮาวายไม่ได้มีความสัมพันธ์สม่ำเสมอกับ เครือญาติแบบสองสาย หรือ เครือญาติแบบสองข้าง เท่ากับ คำศัพท์เอสกิโม จริง ๆ แล้ว ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ของสังคมที่ใช้การจัดประเภทแบบฮาวายเป็น เครือญาติแบบสายเดียว
ระบบฮาวายดูเหมือนจะ สอดคล้อง (compatible) กับ สายตระกูลแบบสายเดียว แล้วระบบอิโรควอยส์ พ่อของอีโก และพี่ชาย/น้องชายของพ่อ ถูกกำหนดให้ใช้ คำศัพท์เดียวกัน ซึ่งต่างจาก พี่ชาย/น้องชายของแม่ แม่ (mother) และพี่สาว/น้องสาวของแม่ (mother’s sister) ถูกกำหนดให้ใช้คำศัพท์เดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากคำศัพท์ที่อีโก ใช้สำหรับพี่สาว/น้องสาวของพ่อ
ดังนั้น อีโก แยกแยะระหว่าง ลุง/ป้าฝั่งแม่ และ ลุง/ป้าฝั่งพ่อ ในรุ่นแรกที่อยู่ก่อนหน้า ข้อเท็จจริงที่ว่าฝั่งของครอบครัวมีความสำคัญในรุ่นนี้ ดูเหมือนจะบ่งบอกถึง สายตระกูลแบบสายเดียว และ ระบบอิโรควอยส์ (Iroquois system) มักพบในหมู่ชนที่สืบสายตระกูลแบบสายเดียว ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของคำศัพท์อิโรควอยส์ทั้งหมดเกิดขึ้นในรูปแบบ สายตระกูลแบบสายเดียว จะเห็นได้ว่าอีโก ใช้คำว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาว เพื่ออ้างถึงญาติที่เขาเรียกว่า แม่ และ พ่อ
นี่เป็นตรรกะที่สมเหตุสมผล—หากใครจะเรียกใครสักคนว่า แม่ คนนั้นก็จะเรียกลูกชายของเธอว่า พี่ชาย/น้องชาย ซึ่ง สายตระกูลทางฝ่ายพ่อ ทำให้ระบบโอมาฮามีความหมาย
ลูกพี่ลูกน้องในกลุ่มของอีโกถูกเรียกว่า พี่ชาย/น้องชาย และ พี่สาว/น้องสาว ซึ่งสะท้อนถึง ข้อเท็จจริงทางสังคม (social fact) ว่าพวกเขาอยู่ในสายตระกูลของอีโก
เรายังได้ทำให้พื้นหลังของญาติที่เป็นสมาชิกใน กลุ่มสายตระกูลฝ่ายพ่อของแม่ของอีโก สว่างขึ้นเช่นกัน คำศัพท์เอสกิโม ที่ชาวอเมริกันใช้ อาจดูแปลกสำหรับคนที่ใช้ระบบคำศัพท์ เช่น โอมาฮา
ในบทที่แล้ว เราได้อธิบาย รูปแบบของการแต่งงาน (forms of marriage) สี่แบบ ได้แก่ การมีคู่สมรสคนเดียว (monogamy), การมีสามีหรือภรรยาหลายคน (polygyny), การมีภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกัน (polyandry), และ การแต่งงานแบบกลุ่ม (group marriage) เรายังพบว่า บางกลุ่มคน อาจไม่มี ระบบการแต่งงานใดเลย ขึ้นอยู่กับการนิยามคำว่า การแต่งงาน
เราได้กล่าวถึง วิธีการจัดการที่อยู่อาศัยของคู่สมรสหลัง สี่รูปแบบ ได้แก่ อยู่ฝ่ายสามี (patrilocal), อยู่ฝ่ายภรรยา (matrilocal), อยู่ที่ใหม่ (neolocal), และ อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ambilocal) ยังมี รูปแบบของที่อยู่อาศัยหลังแต่งงานที่พบได้น้อยกว่า (rarer forms of postmarital residence) ซึ่งไม่ได้พิจารณาในที่นี้
เราจะได้เห็นว่า ครอบครัวเดี่ยว (nuclear families) มักจะรวมอยู่ใน ครอบครัวขยาย (extended families) หลายรูปแบบ พี่สาว/น้องสาว อยู่ร่วมกันและพาสามีมาอยู่ด้วยในบางกลุ่ม; และในบางกลุ่ม พี่ชาย/น้องชาย พาน้องสาวของตนเข้ามาอยู่ในครอบครัว
เราได้เห็นว่ากลุ่มคนหลากหลายในโลกได้ ติดตามความสัมพันธ์เครือญาติ ผ่านทาง พ่อ แม่ หรือ ผ่านทั้งสองทาง คือทั้งทางพ่อและแม่ (both parents) หรือผ่านทาง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ การเลือกและสถานการณ์
จึงเห็นได้ว่ากลุ่มคนหลากหลายได้ สร้างหมวดหมู่เครือญาติทางวัฒนธรรม (culturally construct their kinship categories) ในแบบที่ดู ลึกลับ หรือแม้กระทั่ง เข้าใจได้ยาก สำหรับคนที่สร้าง ระบบเครือญาติ (kinship systems) ของพวกเขาในแบบอื่น
เมื่อเจาะลึกถึง คำสำคัญ และ ความซับซ้อนทั้งหมด ความรู้นี้มี บทเรียนกว้างๆ สองประการ สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 21
บทเรียนแรก คือกลุ่มมนุษย์ที่หลากหลายได้พัฒนา วิธีที่หลากหลาย (wide range of ways) ในการ แต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ร่วมกัน และ ติดตามญาติพี่น้อง บทเรียนที่สอง ก็ง่ายเช่นกัน: การแต่งงาน (Marriage) และ การปฏิบัติทางเพศและครอบครัว (sexual and family practices) ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และเราสามารถมั่นใจได้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงต่อไปเมื่อ สถานการณ์พัฒนา
Kinship ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ควรรู้
เครือญาติในรูปแบบอื่น
Kinship by Other Means
Charles Piot (2015)
การเรียนการสอนเรื่อง “The U.S. Diversity Visa Lottery”
บทความของ Piot ได้กล่าวถึงกระบวนการและความซับซ้อนของการสมัครวีซ่าผ่านโครงการ Diversity Visa Lottery ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมุ่งหวังเปิดโอกาสให้ผู้คนจากประเทศที่มีอัตราการย้ายถิ่นต่ำสามารถย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐฯ ได้ โครงการนี้ได้รับความนิยมในประเทศโตโก (Togo) เนื่องจากเป็นเส้นทางที่นำไปสู่การได้สัญชาติสหรัฐฯ
การหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายและปัญหาที่เกิดขึ้น
ผู้สมัครบางคนใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบ โดยเพิ่มชื่อคู่สมรส (Spouses) หรือบุตรของผู้อื่นในการสมัคร เพื่อช่วยกระจายหรือแบ่งเบาค่าใช้จ่าย (Cost-sharing) อย่างไรก็ตาม การกระทำนี้ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างผู้สมัครและสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่ง Piot อธิบายว่าเปรียบเสมือน “เกมแมวไล่จับหนู” (Game of cat-and-mouse) ที่สถานทูตต้องคอยจับผิดและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
กรณีศึกษาที่สถานทูต
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2010 Piot ได้พบกับ Kodjo ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับคู่รักที่กำลังเข้าสัมภาษณ์ครั้งที่สองกับสถานทูต ภรรยาได้ตั้งครรภ์ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งแรก ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากในกระบวนการสมัคร ทั้งนี้ ที่ปรึกษา (Consultant) ของคู่รักแนะนำให้พาลูกที่เกิดใหม่ไปสัมภาษณ์ครั้งที่สอง แม้จะเสี่ยงต่อการตรวจดีเอ็นเอ (DNA testing) แต่การนำลูกมาด้วยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการแยกครอบครัว (Separation) และลดโอกาสที่คดีจะถูกเปิดตรวจสอบใหม่
บทเรียนจากกรณีของ Kodjo
Kodjo ค้นพบว่า การมีหญิงตั้งครรภ์ (Pregnant woman) หรือเด็กทารก (Baby in hand) ในการสัมภาษณ์วีซ่า สามารถสร้างความได้เปรียบให้ผู้สมัครได้ เนื่องจากเด็กหรือทารกมักถูกมองว่าเป็นหลักฐานที่ยืนยันความสัมพันธ์ของคู่รัก (Legitimizing a couple’s relationship) โดยไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการสมรส (Proof of marriage) หรือการให้คำตอบเป็นคำพูด
ข้อคิดสำคัญจากกรณีนี้
1.ระบบและช่องโหว่ของโครงการวีซ่า: การทำความเข้าใจว่ากระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางประชากรสามารถถูกปรับใช้ในทางอื่นได้
2.ผลกระทบต่อสังคมและครอบครัว: ควรเน้นถึงผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบที่เกิดจากการตัดสินใจใช้กลยุทธ์ดังกล่าว
3.บทบาทของสถานทูต: การตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใส
กรณีศึกษานี้ของ Piot แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความเป็นมนุษย์ที่แฝงอยู่ในกระบวนการย้ายถิ่น ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมได้
บทเรียนจากความซับซ้อนของความสัมพันธ์และระบบกฎหมายในกระบวนการย้ายถิ่น
บทความของ Piot ได้เจาะลึกเรื่องราวของคู่รักที่ต้องรับมือกับความซับซ้อนของระบบกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมในโครงการ Diversity Visa Lottery ของสหรัฐอเมริกา ในกรณีนี้ คู่รักได้ขอคำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับการระบุชื่อบิดาในสูติบัตรของบุตร โดยมีข้อกังวลจากบิดาในนาม (Fictive father) เกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในบริบทกฎหมาย
แผนของผู้หญิงที่ต้องการหย่าร้างจากสามีในเชิงวีซ่า (Visa spouse) และแต่งงานใหม่กับสามีจริงของเธอ ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น โดยการดำเนินการนี้อาจต้องใช้เอกสารปลอม (Fabricated documents) และอาจเผชิญความท้าทายจากการตรวจสอบดีเอ็นเอ (DNA testing) กระบวนการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและการต่อรองเพื่อสร้างครอบครัวขึ้นใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดของระบบกฎหมายและวัฒนธรรม
การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์และความเป็นเครือญาติ
ในมุมมองของ Piot ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาและหมวดหมู่ทางกฎหมาย (Legal categories) ได้ปรับเปลี่ยนความหมายของความสัมพันธ์ (Relatedness) และความเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว (Belonging) ในบริบทนี้ คู่รักต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน ทั้งการสมรสซ้อน (Multiple marriages) และการเปลี่ยนชื่อ (Name changes) เพื่อรวมตัวเป็นครอบครัวอีกครั้ง
การสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่: ความสัมพันธ์แบบเครือญาติในเชิงปฏิบัติการ (Performative kinship)
Piot สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องราวของผู้โชคดีที่ได้รับวีซ่าลอตเตอรี่เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่แสดงความเชื่อมโยงทางเครือญาติแบบเดิม ๆ แต่ยังแสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ (New kinship) ที่เกิดขึ้นในระหว่างสิ่งที่กำลังเป็นจริงและความคาดหวังของผู้คน ความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นเหมือน “การแสดง” (Performance) ที่นำความเป็นจริงใหม่ ๆ เข้ามาสู่ชีวิต ซึ่งมีทั้งการสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์และการจัดการระบบกฎหมายเพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีมานุษยวิทยาและประสบการณ์ของผู้เขียน
Piot เล่าว่าตนเองเติบโตมาในช่วงเปลี่ยนผ่านของมานุษยวิทยา (Anthropology) ระหว่างแนวคิด Pre- และ Post-Writing Culture โดยในยุคที่เขาเข้าสู่การศึกษาระดับบัณฑิตในปี 1980 มานุษยวิทยาถูกขับเคลื่อนด้วยการวิพากษ์เชิงทฤษฎี เช่น แนวคิดของ Marx, Wallerstein, Feminism และ Derrida อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติที่สำคัญในยุคนั้น เช่น การศึกษาหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล (Village studies) ยังคงเป็นมาตรฐาน
หลังจากจบวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหมู่บ้านในแอฟริกาตะวันตก Piot ได้ปรับเนื้อหาเพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงกับระบบสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์ (Modern and global connections) แนวโน้มนี้ยังคงส่งผลต่อการทำงานของเขาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าโครงการศึกษาความมีส่วนร่วมของชาวโตโกในโครงการวีซ่าลอตเตอรี่จะแตกต่างในบริบท แต่ก็ย้อนกลับไปสู่หัวข้อดั้งเดิมของการศึกษาหมู่บ้าน นั่นคือ ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ (Kinship) และความสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวัน
ความสัมพันธ์แบบเครือญาติกับบริบทใหม่
ในงานของ Piot แม้ว่าจะเป็นการศึกษาความสัมพันธ์แบบเครือญาติในบริบทใหม่ (Kinship with a difference) ที่มีการใช้กรอบแนวคิดที่ทันสมัย แต่ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังคงสะท้อนภาพของความเป็นเครือญาติในรูปแบบดั้งเดิมบางประการ การผสมผสานระหว่างวิธีการดั้งเดิมและแนวคิดใหม่แสดงถึงความลื่นไหลของมานุษยวิทยาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความซับซ้อนของ “Faux Real?” ในบริบทของความสัมพันธ์และระบบตรวจคนเข้าเมือง
บทความของ Piot เผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการย้ายถิ่นผ่าน Visa Lottery โดยคู่รักที่ถูกเรียกว่า “Faux Couples” (คู่รักปลอม) มักมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา เช่น การจัดพิธีแต่งงานและการสร้างความสนิทสนมที่ถูกจัดฉากขึ้น (Staged intimacies) เพื่อหลอกลวงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เชิงธุรกรรม (Transactional arrangements) เสมอไป บางครั้งพวกเขากลับพัฒนาความสัมพันธ์ที่แท้จริง (Genuine romantic relationships) ซึ่งท้าทายความคาดหมายเดิม
ความสัมพันธ์ที่พัฒนาในระหว่างการเดินทาง
Piot อธิบายว่าคู่รักเหล่านี้อาจเริ่มต้นด้วยการจัดฉากความสัมพันธ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหลังการย้ายถิ่นไปสหรัฐอเมริกา ความใกล้ชิดที่แบ่งปันกัน (Shared intimacy) และระยะห่างจากอดีตในประเทศบ้านเกิด (Distance from home) กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คู่รักหลายคู่พัฒนาความรักจริงจัง (Fall in love) ความสัมพันธ์เหล่านี้มักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความดึงดูดทางกายภาพ (Attraction) ตัวบ่งชี้ทางสังคม (Social indicators) และผลประโยชน์ทางการเงิน (Financial considerations)
กรณีศึกษา: การตัดสินใจและผลกระทบ
ตัวอย่างจากเรื่องราวในบทความแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการตัดสินใจในบริบทของ Visa Lottery:
ชายคนหนึ่งที่ชนะลอตเตอรี่ปกปิดรางวัลและแผนการเดินทางจากภรรยาของเขา แต่เมื่อภรรยาค้นพบเงินที่ถูกซ่อนไว้ เธอแทนที่บางส่วนด้วยธนบัตรปลอม (Counterfeit bills) สถานการณ์นี้นำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างพวกเขา ก่อนการสัมภาษณ์กับสถานทูต
ผู้ชนะลอตเตอรี่ที่มีความสัมพันธ์นอกสมรส การกระทำที่ประมาทของเขานำไปสู่การถูกเปิดเผยเรื่องชู้สาว ทำให้เขาสูญเสียทั้งวีซ่าและภรรยา
กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการความสัมพันธ์ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคมสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดและผลกระทบที่ยั่งยืน
Kodjo: ผู้นำทางในเกมที่ซับซ้อน
Kodjo ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องราวนี้ ได้ช่วยเหลือคู่รักที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับเอกสารการแต่งงานย้อนหลัง (Backdated marriage papers) โดยใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบเพื่อรักษาโอกาสของพวกเขา เช่น การโน้มน้าวผู้หญิงให้ดำเนินการต่อ และการขอให้ผู้พิพากษาลงนามในเอกสารแต่งงานโดยไม่ต้องปรากฏตัวที่ศาล
อย่างไรก็ตาม Kodjo เองก็ไม่พ้นจากสถานการณ์ที่ซับซ้อน เขาแต่งงานกับลูกค้าสามคน แต่ล้มเหลวในทุกครั้งเมื่อสัมภาษณ์กับสถานทูต ปัจจุบันเขาพยายามส่งภรรยาจริงของเขาไปสหรัฐฯ ในฐานะคู่สมรสของผู้ชนะลอตเตอรี่คนหนึ่ง พร้อมวางแผนให้เธอหย่าจากผู้ชนะ และแต่งงานใหม่กับเขาเพื่อช่วยนำเขาไปสหรัฐฯ
คำถามที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมของเครือญาติ
เรื่องราวของ Kodjo และผู้คนที่เกี่ยวข้องใน Visa Lottery ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเครือญาติในโลกสมัยใหม่:
• การแต่งงานที่แท้จริงซึ่งจบลง (Real marriages that dissolve)
• การแต่งงานปลอมที่กลายเป็นความสัมพันธ์แท้จริง (Fake marriages that become real)
ในมุมมองของ Piot ความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การจัดการเครือญาติในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระบบโลกที่ผสมผสานระหว่างกฎหมาย วัฒนธรรม และความเป็นจริงในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“คุณควรจะรู้สึกอย่างนั้นนะ” เพื่อนคนหนึ่งพูดปลอบใจในสำนักงานของเขาในบ่ายวันหนึ่ง “ภรรยาของคุณสวยมาก ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากจะนอนกับเธอ เมื่อเธอกับสามีจากวีซ่าลอตเตอรี่ของเธออยู่ไกลกันในสหรัฐฯ คุณไม่คิดเหรอว่าผู้ชายนั่น หรือบางทีแม้แต่ภรรยาของคุณเอง ก็อาจจะถูกล่อลวง?”
“ฉันคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว และจะส่งภรรยาของฉันไปอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งของฉัน บางทีอาจจะเป็นคนอเมริกันคนนี้ แทนที่จะให้เธออยู่กับสามีวีซ่าของเธอ แต่เรื่องลอตเตอรี่แบบนี้มันเสี่ยง และนั่นก็เป็นความเสี่ยงที่ฉันยินดีจะรับไว้”
สินสอดหรือเปล่า?
ผู้ชายบางคนที่เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าของผู้หญิงคาดหวังสิทธิ์ในการแต่งงานตอบแทน โดยมองว่าการชำระเงินนั้นเป็นเหมือน สินสอด (Bridewealth) อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงบางคนปฏิเสธการเข้าร่วมการแต่งงานที่ถูกจัดขึ้น (Arranged marriages) เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์และอาจเป็นอันตราย
“แน่นอน ทำไมจะไม่ล่ะ?” Kodjo ตอบคำถามของ Charles Piot เกี่ยวกับการเปรียบเทียบเรื่องสินสอด “ผู้ชายกำลังลงทุนในอนาคตของผู้หญิง นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงมองหาในตัวสามี คือคนที่จะดูแลเธอ” Kodjo เสริมอีกว่า “เพื่อยืนยันว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของสินสอด (Dote) ให้ลองคิดดู: การแต่งงานที่ถูกจัดขึ้นและกลายเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้ชายเป็นฝ่ายออกเงิน ถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายจ่ายให้ผู้ชาย มันแทบจะไม่มีโอกาสที่พวกเขาจะอยู่ด้วยกันในฐานะคู่รัก เพราะผู้หญิงไม่ใช่คนที่จ่ายสินสอด (La dote)”
โครงการลอตเตอรี่เพื่อความหลากหลาย (Diversity Lottery) ส่งเสริมให้เกิดการแต่งงาน แต่ Kodjo มองว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างการพบคู่ครองผ่านลอตเตอรี่หรือช่องทางอื่น ๆ
การแลกเปลี่ยนตัวตนCharles Piot บันทึกเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ขายตัวตนของภรรยาให้กับผู้หญิงที่กำลังมองหากรีนการ์ด (Green Card) โดยผู้หญิงคนนั้นใช้ชื่อของภรรยาชายคนดังกล่าวในการออกหนังสือเดินทางและต่ออายุ แต่การกระทำดังกล่าวทำให้ภรรยาไม่สามารถขอหนังสือเดินทางได้อีก สุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศเริ่มดำเนินการเนรเทศผู้หญิงคนนั้น แต่ชายผู้ขายตัวตนกลับไม่ถูกดำเนินคดี
ในอีกกรณีหนึ่ง ชายคนหนึ่งสวมรอยเป็นญาติของตนที่เสียชีวิตก่อนการสัมภาษณ์วีซ่าลอตเตอรี่ โดยแต่งงานกับภรรยาของญาติและยื่นขอหนังสือเดินทาง อย่างไรก็ตาม เมื่อกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าเป็นการฉ้อโกง (Fraud detection) เขาจึงยกเลิกการขอหนังสือเดินทางและโอกาสสัมภาษณ์กับสถานทูต
Charles Piot ยังเล่าถึงหญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งแม้การยื่นขอวีซ่าของเธอจะถูกต้องตามกฎหมายและผ่านทุกข้อกำหนด แต่กลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากการทดสอบการจดจำใบหน้า (Photo-recognition test) เปิดเผยว่าเธอเคยสมัครวีซ่าในฐานะคู่สมรสของชายคนหนึ่งมาก่อน การปฏิเสธครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่าครอบครัวของเธอจะจำนองบ้านและทรัพย์สินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการสัมภาษณ์
กรณีเหล่านี้ที่ Charles Piot ถ่ายทอด แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบวีซ่าและการแลกเปลี่ยนทางสังคมที่เชื่อมโยงกับกฎหมายและวัฒนธรรม ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ส่วนตัวและการปรับตัวต่อระบบโลกที่มีข้อจำกัดมากมาย
แตกต่างกันแค่ไหน?
แม้ระบบเครือญาติในโครงการลอตเตอรี่เพื่อความหลากหลาย (Visa Lottery Kinship) จะเป็นสิ่งใหม่ แต่กลับมีความคล้ายคลึงกับระบบเครือญาติในชีวิตประจำวันของชาวโตโก (Togolese kinship) ที่เน้นความยืดหยุ่นเชิงปฏิบัติ (Improvisational pragmatics) และการใช้ตัวตนสมมติ (Fictive identities) เพื่อตอบสนองความต้องการ การปฏิบัติเช่นนี้ แม้ดูเหมือนผิดแปลกในบางวัฒนธรรม แต่กลับได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในโตโก
ตัวอย่างหนึ่งคือ ชายในโตโกที่แต่งงานกับคู่หมั้นคริสเตียนของเขาในพิธีลับ (Secret ceremony) เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่เห็นด้วยของบิดาของฝ่ายหญิง เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนาและการเมือง การแต่งงานครั้งนี้ถูกบันทึกในทะเบียนสมรสลับ (Hidden registry) เพื่อป้องกันไม่ให้บิดาของฝ่ายหญิงทราบ
การเอาตัวรอดในโตโกมักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง (Deception) เช่น การขโมยตัวตน (Identity theft) และการปรับแต่งเอกสาร (Document manipulation) ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ความโปร่งใสหาได้ยาก วัฒนธรรมเชิงอุปมา (Allegorical worldview) ที่ความจริงถูกปกปิดนี้ส่งผลต่อทั้งวิถีปฏิบัติในโครงการวีซ่าลอตเตอรี่และความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันอย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่างตัวตนจริงและตัวตนปลอมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโตโกหรือแอฟริกาตะวันตก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วโลก เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า (Product piracy) หรือการโกงและการหลอกลวงในสถาบันต่าง ๆ
ความประหลาดใจจากผลการตรวจ DNA
การตรวจดีเอ็นเอ (DNA testing) ถูกนำมาใช้ในช่วงกลางปี 2000 เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในกระบวนการสมัครวีซ่ากับสถานทูต อย่างไรก็ตาม แม้จะมีวัตถุประสงค์ชัดเจน แต่การตรวจดีเอ็นเอกลับเผยผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดสำหรับทั้งผู้สมัครและเจ้าหน้าที่
สถานทูตมักขอให้ตรวจดีเอ็นเอสำหรับเด็กที่ถูกเพิ่มเข้ามาหลังการคัดเลือกผู้สมัคร โดยสมมติว่าเด็กเหล่านี้เป็นลูกทางสายเลือดของผู้สมัคร อย่างไรก็ตาม ระบบการอุปการะเด็ก (Child fostering) และแนวคิดเรื่องความเป็นพ่อในเชิงสังคม (Social fatherhood) ของชาวโตโก ทำให้สมมติฐานดังกล่าวซับซ้อนและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
Kodjo ใช้ช่องโหว่ในนโยบายการตรวจดีเอ็นเอของสถานทูต โดยเพิ่มทารกที่เกิดหลังการสมัครเข้าไปในแฟ้มข้อมูล และประสบความสำเร็จในการเพิ่มเด็กสองคนที่ถูกอ้างว่าเป็นลูกของผู้ชนะวีซ่าทั้งที่ไม่ใช่
ในบางกรณี ผู้มีฐานะดีที่ไม่ได้สมัครวีซ่า (Wealthy nonapplicant) อาจให้ทุนแก่คู่รักเพื่อให้บุตรของพวกเขาได้รับสัญชาติสหรัฐฯ แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้เกินความจริง ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงโตโกที่มีฐานะดีบางคนเลือกคลอดลูกในสหรัฐฯ เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติ
การตรวจดีเอ็นเอยังเผยความไม่ซื่อสัตย์ของคู่รักชาวโตโก เมื่อดีเอ็นเอของลูกคนหนึ่งไม่ตรงกับพ่อแต่ตรงกับแม่ สถานกงสุลอนุญาตให้ผู้หญิงนำลูกทั้งสามคนไปสหรัฐฯ ได้ แต่ในฐานะของเธอเองเท่านั้น
นโยบายของสถานกงสุลเกี่ยวกับความสัมพันธ์
สถานกงสุลไม่อนุญาตให้คู่สมรสในความสัมพันธ์แบบหลายภรรยา (Polygamous unions) หรือบุตรของพวกเขาได้รับวีซ่า อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่เกิดจากการนอกใจ (Adulterous unions) กลับได้รับการยอมรับ ดังที่แสดงให้เห็นในกรณีดังกล่าว
เรื่องราวเหล่านี้ที่ Charles Piot ถ่ายทอด แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างค่านิยมดั้งเดิมและระบบโลกาภิวัตน์ ที่ซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีและกฎระเบียบที่ปรับเปลี่ยนชีวิตของผู้คนในระดับลึกซึ้ง
Consular Kinship: ความสัมพันธ์ตามนิยามของสถานทูต
ระบบวีซ่าลอตเตอรี่กำหนดนิยามของครอบครัว (Family) อย่างแคบ โดยจำกัดเฉพาะคู่สมรสชายหญิง (Husband-wife pair) และลูกทางสายเลือด (Biological children) ในขณะที่นิยามของครอบครัวในวัฒนธรรมโตโก (Togolese family) นั้นครอบคลุมกว่า โดยรวมถึงเด็กทุกคนที่อยู่ในความดูแลของคู่สมรส
ความขัดแย้งของนิยามครอบครัว
การยืนยันของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในการใช้นิยามเครือญาติแบบอเมริกัน (American kinship norms) สำหรับการสมัครสัญชาติ ทำให้เกิดปัญหาสำหรับผู้สมัครชาวโตโก เนื่องจากพวกเขามักถูกเข้าใจผิดและสงสัยว่าฉ้อโกง (Fraud) เมื่อปฏิบัติตามนิยามครอบครัวตามวัฒนธรรมของตน
ความลำเอียงทางวัฒนธรรมมีมมติฐานทางวัฒนธรรมที่มองว่าการแต่งงานแบบจัดการ (Arranged marriages) เป็นเรื่อง “ปลอม” (Fake) แต่ในความเป็นจริง การแยกแยะระหว่างความรัก (Love) และผลประโยชน์ (Interest) ในการแต่งงานทุกประเภทเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่กงสุล (Consuls) ที่สัมภาษณ์ผู้สมัครเพียงช่วงสั้น ๆ ไม่สามารถประเมินความถูกต้องแท้จริงของความสัมพันธ์ได้อย่างแม่นยำ
สถานทูตมักยอมรับว่าการแต่งงานที่ระบุในใบสมัครวีซ่าเป็นความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง แม้จะเป็นการแต่งงานแบบจัดการหรือแต่งงานปลอมก็ตาม ซึ่งอาจนำไปสู่การที่คู่รักบางคู่ได้รับวีซ่าโดยไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเหมาะสม
นิยามของการแต่งงาน: ความรักกับผลประโยชน์
ในทางกลับกัน คู่ที่แต่งงานโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อขอกรีนการ์ดสหรัฐฯ (U.S. green card) มักถูกมองว่าไม่ถูกต้อง (Illegitimate) เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกมองว่าขับเคลื่อนด้วย “ผลประโยชน์” (Interest) แทนที่จะเป็น “ความรัก” (Love) อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวโตโก การแต่งงานทั้งหมดล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ในระดับหนึ่ง
Kodjo ได้อธิบายมุมมองของเขาเกี่ยวกับการแต่งงานในโตโกว่า:
“ผู้หญิงจะแต่งงานกับผู้ชายที่มีเงินและสามารถดูแลเธอได้ ส่วนผู้ชายจะแต่งงานกับผู้หญิงที่สามารถให้กำเนิดลูกให้เขาได้ ความรักโรแมนติกและจินตนาการที่ชาวอเมริกันมองว่าเป็นหัวใจของการแต่งงานนั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับพวกเรา แน่นอน ถ้าคู่นั้นชอบพอกัน มันก็ดีขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องผลประโยชน์ ทั้งเรื่องเงินและลูก แล้วการแต่งงานเพื่อวีซ่าลอตเตอรี่แตกต่างกันตรงไหน?”
เรื่องราวนี้ที่ Charles Piot ถ่ายทอด แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและความซับซ้อนของนิยามการแต่งงานในระดับโลก นิยามของครอบครัวและความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันสร้างความท้าทายในการดำเนินงานของระบบวีซ่า และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในแนวคิดเรื่องความรักและผลประโยชน์ในสังคมต่าง ๆ
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความแตกต่างในนิยามการแต่งงาน
เมื่อ Charles Piot ถาม Kodjo ถึงประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างของการแต่งงานที่มีผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจ (Interest-driven marriages) Kodjo ตอบโต้ด้วยการตั้งคำถามกลับเกี่ยวกับการแต่งงานในยุโรปว่า “แล้วการแต่งงานในยุโรปมันไม่มีผลประโยชน์เลยหรือ? พวกคุณไม่แต่งงานเพราะเงินหรือชนชั้นหรือความงามบ้างเหรอ? มีชาวอเมริกันที่รวยสักกี่คนแต่งงานกับคนอเมริกันที่จน? หรือมีคนอเมริกันผิวขาวกี่คนแต่งงานกับคนอเมริกันผิวดำ? ไม่มากนักหรอก มีเพียงไม่กี่คนที่แต่งงานแบบนั้นจริง ๆ”
Charles Piot ยังคงตั้งคำถามต่อไปว่า
“แล้วข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่กงสุลที่บอกว่าความแตกต่างคือการแต่งงานที่เกิดจากลอตเตอรี่ DV (Diversity Visa) นั้นเป็นไปเพื่อความสะดวกและมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์มากเกินไป โดยที่คนแต่งงานเพียงเพื่อจะได้วีซ่าแล้วหย่ากันในภายหลังล่ะ?”
Kodjo ตอบว่า:
“คุณก็รู้ดีว่าบางครั้งการแต่งงานจากลอตเตอรี่ก็ลงเอยด้วยการเป็นคู่สมรสกันจริง ๆ แต่ผมก็รู้เหมือนกันว่าการแต่งงานที่เริ่มต้นจากความรักของคนอเมริกันหลายคู่ก็จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น ผมไม่คิดว่าระยะเวลาที่คู่รักอยู่ด้วยกันควรจะเป็นตัวกำหนดอะไรเลย”
เมื่อ Charles Piot ถามต่อว่า
“งั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการแต่งงานปลอม (Faux mariage) เลยหรือ?”
Kodjo ตอบว่า
“ผมไม่เคยใช้คำนี้ สำหรับผม การแต่งงานทั้งหมดคือ arrangé et interessé (การแต่งงานที่ถูกจัดการและมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์)”
บทสนทนานี้ที่ Charles Piot ถ่ายทอดสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการแต่งงานในบริบททางวัฒนธรรมและการตรวจคนเข้าเมือง การมองว่าการแต่งงานทั้งหมดล้วนมีแรงจูงใจหรือผลประโยชน์ในตัวเอง ชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงในนิยามของความสัมพันธ์ทั่วโลก แม้ในบริบทที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
By Way of Conclusion: ความสำคัญของการเล่าเรื่องและความเตรียมพร้อมในกระบวนการสัมภาษณ์วีซ่า
Kodjo ให้กำลังใจลูกค้าก่อนการสัมภาษณ์ที่สถานทูต โดยเน้นถึงสิทธิที่พวกเขามีในการขอวีซ่าและสัญชาติสหรัฐฯ เขาแนะนำให้พวกเขามั่นคงในท่าทีและแสดงความกล้าหาญ (Show courage) ระหว่างการสัมภาษณ์
Kodjo อธิบายกับคู่รักหนึ่งคู่ว่า ความจริงของกรณีของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่เอกสารภายนอก แต่อยู่ที่คำพูดและการแสดงออก (Performance) ระหว่างการสัมภาษณ์มอบหมายโดยเจ้าหน้าที่สถานทูต ความเชื่อนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงพลังของการเล่าเรื่อง (Narrative) ในการกำหนดความเป็นจริง สอดคล้องกับตรรกะของยุคหลังอาณานิคม (Postcolonial logic) และยังให้คำแนะนำที่ใช้งานได้จริงสำหรับสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญ
บทเรียนจากอดีต: การยืนยันของ Kodjo
ช่วงเวลานี้ทำให้ Charles Piot เข้าใจคำกล่าวที่น่าสับสนของ Kodjo ในอดีต เมื่อปี 2005 ขณะที่สถานทูตเริ่มสงสัยถึงการหลอกลวงเกี่ยวกับลอตเตอรี่วีซ่า (Visa hustling) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เตือนประชาชนเกี่ยวกับการฉ้อโกงวีซ่าผ่านโทรทัศน์ของโตโก โดยถือว่าผู้สมัครสัมภาษณ์ทุกคนโกหก และคาดหวังให้พวกเขาแสดงหลักฐานที่ตรงกันข้าม
แม้ Piot จะรู้สึกประหลาดใจกับแนวคิดดังกล่าว แต่ Kodjo กลับรู้สึกพอใจ เพราะการแถลงการณ์นี้ยืนยันสมมติฐานของเขาเองและย้ำถึงสิ่งที่เขาเตรียมพร้อมมาตลอด: ความรับผิดชอบอยู่ที่ตัวผู้สมัคร (Interviewees) ที่ต้องนำเสนอหลักฐานที่จำเป็น เช่น วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย (High school diplomas) และใบทะเบียนสมรส (Marriage certificates) มิฉะนั้นพวกเขาจะเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธวีซ่า
ด้วยเหตุนี้ Kodjo จึงตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมคดีที่รอบคอบ (Airtight case) โดยต้องมีเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ (Believable and consistent story) พร้อมเอกสารที่สอดคล้องกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง
การสร้างตัวตนและความสัมพันธ์สมมติ (Fictitious Kinship)
เรื่องนี้ยังคงแสดงให้เห็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวในสถานการณ์จำลอง (situational kinship) โดยใช้การผสมผสานระหว่างวิถีปฏิบัติที่มีอยู่และหมวดหมู่ที่จินตนาการขึ้น ความสัมพันธ์เชิงสมมติ (visa lottery kinship) ถูกนำเสนอในฐานะ “การกระทำที่มีผลสร้างความจริง” (performative act) ในความหมายของแนวคิดจากบัตเลอร์ (Butlerian sense) บทเรียนจากกระบวนการศึกษา (Personal Reflection) ผู้เขียนสะท้อนถึงการเติบโตในช่วงก่อนและหลังยุค “Writing Culture” และผลกระทบของแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงวงการมานุษยวิทยาในยุค 1980s
แนวคิดของมาร์กซ์ (Marx), วอลเลอร์สไตน์ (Wallerstein), เฟมินิสม์ (feminism) และเดอร์ริดา (Derrida) มีบทบาทสำคัญในชั้นเรียนระดับบัณฑิตศึกษา (grad classes) การศึกษาหมู่บ้านแบบเดิม (village-study) กลายเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมกระบวนทัศน์ของผู้เขียน โดยเน้นการปรับขยายขอบเขตการศึกษาไปสู่การเชื่อมโยงโลกยุคใหม่และโลกาภิวัตน์
การตอบรับคำเชิญเข้าสู่ความท้าทาย
Kodjo มองว่าคำแถลงของเอกอัครราชทูตผ่านโทรทัศน์ไม่ใช่เพียงคำเตือน แต่เป็น “คำเชิญ” ให้เข้าร่วมความท้าทาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลและมีความสามารถสูงในการจัดการ
Charles Piot ถ่ายทอดเรื่องราวนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการสัมภาษณ์วีซ่า และบทบาทของการเล่าเรื่อง ความกล้าหาญ และความเตรียมพร้อมในการจัดการกับความท้าทายของระบบตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด
Bibliography
Peoples, James, and Garrick Bailey
2014 Humanity: An Introduction to Cultural Anthropology. Australia, United State, United Kingdom: Cengage.
Piot, Charles
2015 Kinship by Other Means. In Writing Culture and the life of anthropology. O. Starn, ed. Pp. 189-203. Durham and London: duke university press.