เพศและเพศสภาพ Sex and Gender
เรียบเรียงจาก Conrad Phillip Kottak (Kottak 2020[2014])
ความแตกต่างระหว่าง "เพศ (Sex)" และ "เพศสภาพ (Gender)"
เพศและเพศสภาพ Sex and Gender
เรียบเรียงจาก Conrad Phillip Kottak (Kottak 2020[2014])
ความแตกต่างระหว่าง "เพศ (Sex)" และ "เพศสภาพ (Gender)"
"นักศึกษาสาขามานุษยวิทยาที่มีความรู้ไม่ควรสับสนในคำสองคำนี้ เพราะในอนาคตอันยาวไกล สองคำนี้จะถูกใช้ไปตลอดอีกยาวนาน”
1. เพศ (Sex): หมายถึง คุณลักษณะทางชีววิทยาที่แสดงถึงความเป็นชายหรือหญิง เช่น อวัยวะภายนอก, ฮอร์โมน, โครโมโซม เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องของ "ธรรมชาติ" ที่กำหนดโดยพันธุกรรมและสภาพร่างกายแต่กำเนิด
2. เพศสภาพ (Gender): หมายถึง ลักษณะทางสังคมและทางจิตใจที่แสดงถึงความเป็นชายหรือหญิง เช่น บทบาท, ค่านิยม, ความรู้สึก เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจาก "สิ่งแวดล้อม" หรือการปลูกฝังทางวัฒนธรรมและสังคม
เมื่อนักมานุษยวิทยาศึกษาทั้งด้านชีววิทยา สังคม และวัฒนธรรม จึงให้ข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากความรู้เดิมหรือสาขาวิชาอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และมีความคิดเห็นร่วมกับสาขาวิชาอื่นๆ อีกด้วย
กล่าวอย่างชัดเจนว่า สาขามานุษยวิทยาเมื่อสนใจเพศที่เป็น "ธรรมชาติ" (ความโน้มเอียงทางชีวภาพ) จะแตกต่างจากเพศที่มาจาก "การเลี้ยงดู" (สิ่งแวดล้อม) ทำให้พฤติกรรมทางเพศมีความหลากหลายแตกต่างออกมาจากเพศทางธรรมชาติ ดังนั้น ตัวกําหนดพฤติกรรมของมนุษย์จึงไม่ได้มาจากเพศธรรมชาติที่แสดงออกทางกายภาพ แต่มีด้านของ "ทัศนคติ ค่านิยม" และ "ประสบการณ์" ที่ได้รับการปลูกฝังทางวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย
การแยกแยะระหว่าง "เพศ (Sex)" และ "เพศสภาพ (Gender)" จึงมีความสำคัญ เนื่องจากแต่ละคนอาจมีเพศสภาพที่แตกต่างจากเพศกำเนิด ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมต้องให้ความเข้าใจและยอมรับมากขึ้น ดังนั้น การใช้คำ "เพศ" และ "เพศสภาพ" จะช่วยให้การสื่อสารในเรื่องนี้มีความชัดเจนและสะท้อนความหมายที่ถูกต้องมากขึ้น"
1.เพศ (Sex) เรามาพิจารณา เพศ ในมิติธรรมชาติกัน ว่าการกำหนดจากปัจจัยทางด้านกายภาพหรือชีววิทยานั้น เป็นอย่างไร กล่าวคือ ผู้ชายและผู้หญิง โดยธรรมชาติมีความแตกต่างกันทางด้าน “พันธุกรรม” เพราะ ผู้หญิงมีโครโมโซม “X” สองโครโมโซม ส่วน ผู้ชายมี X และ Y เพศชายผู้เป็นพ่อ เป็นผู้ส่งออกการสืบพันธุ์ และทำให้เกิดเพศของทารกขึ้น พ่อเท่านั้นที่มีโครโมโซม Y และ มี X ด้วย ส่วนแม่นั้นมี โครโมโซม X เพียงอย่างเดียว
ความแตกต่างทางชีววิทยา (เพศ - Sex):
- ความแตกต่างของโครโมโซม ฮอร์โมน และสรีรวิทยาระหว่างชายและหญิง
- มนุษย์มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าไพรเมตบางชนิด (เช่น ชะนี) และน้อยกว่าบางชนิด (เช่น กอริลลา, ลิงอุรังอุตัง)
- พหัณฐานทางเพศ (Sexual Dimorphism) หมายถึงความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างชายและหญิง เช่น อวัยวะเพศ หน้าอก เสียง ความสูง น้ำหนัก ความแข็งแรง อายุเฉลี่ย
2. ความแตกต่างทางสังคม-จิตใจ (เพศสภาพ - Gender):
- ลักษณะทางสังคม บทบาท ค่านิยม ความรู้สึก ที่แสดงถึงความเป็นชายหรือหญิง
- ซึ่งอาจแตกต่างจากเพศกำเนิดทางชีววิทยา
ความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างเพศชายและเพศหญิง ให้ข้อเสนอแก่การวิจัยทางภาคสนามจริง หลายกรณีศึกษาไม่ได้ เพราะการจำกัดว่า เพศหญิงอ่อนโยน เพศชายมีความเข้มแข็งและกร้าวร้าวมากกว่า ไม่เป็นจริงในหลายสังคม ข้อเสนอนี้จึงไปได้ไม่ไกลนัก
นักมานุษยวิทยามองว่าความแตกต่างทางชีววิทยาทางเพศไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นกรอบที่ตายตัว และ แคบ ๆ เราควรใช้ กรอบแนวคิดเรื่องเพศที่เป็นพื้นฐาน กว้าง ๆ ที่ทำให้สามารถเข้าใจ โครงสร้างของเพศที่หลากหลายมากกว่าการใช้ตัวกำหนดสรีระ เช่น อวัยวะเพศ หน้าอก กล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นธรรมชาติฝ่ายเดียว
นักมานุษยวิทยาผู้มีชื่อเสียง Margaret Mead ศึกษาสังคมพื้นเมืองของปาปัวนิวกินี 3 กลุ่มชน พบว่า ทั้งชายและหญิงในแต่ละสังคม มีการปฏิบัติตนที่แตกต่างกัน แตกต่างจากความเข้าใจของชาวตะวันตก
Mead อธิบายว่ามีความแปรปรวนของบทบาททางเพศ จากหนังสือ “Sex and Temperament in Three Primitive Societies” (1935/1950) พบว่าในสังคม Arapesh Mead ทั้งชายและหญิงแสดงลักษณะที่อ่อนโยน มีความเป็นพ่อแม่ที่ดูแลเอาใจใส่ และมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับสิ่งที่ชาวอเมริกันในยุคนั้นคาดหวังว่าผู้หญิงจะปฏิบัติ ในขณะเดียวกัน สังคม Mundugumor แสดงออกถึงลักษณะที่ตรงกันข้าม ทั้งชายและหญิงมีบุคลิกที่ดุดัน แข่งขัน และไม่อ่อนโยน ซึ่ง Mead เชื่อว่าเป็นแบบแผนที่ชาวอเมริกันมักเชื่อมโยงกับเพศชาย
สำหรับ Tchambuli Mead สังเกตเห็นความแตกต่างที่น่าประหลาดใจในบทบาททางเพศ ผู้ชายในสังคมนี้มีลักษณะ “catty” สนใจเรื่องแฟชั่นและสวมลอนผม รวมถึงทำกิจกรรมที่ในวัฒนธรรมตะวันตกอาจมองว่าเป็นบทบาทของผู้หญิง เช่น การไปช้อปปิ้ง ในขณะที่ผู้หญิง Tchambuli กลับมีบทบาทที่เป็นผู้นำ จัดการงาน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องประดับส่วนตัวเหมือนชายในวัฒนธรรมเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีสาขาวิชาการสตรีนิยมได้ศึกษาเกี่ยวกับความเหมือนและความแตกต่างทางเพศ ในบริบททางวัฒนธรรม พร้อมทั้งสังเกตพบแบบแผนและการจัดระเบียบทางเพศในสังคมต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย และบทบาททางเพศแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ กลยุทธ์การปรับตัว และประเภทของระบบการเมือง ก่อนที่เราจะตรวจสอบข้อมูลข้ามวัฒนธรรมคําจํากัดความบางประการจะเรียงตามลําดับ
เราสามารถสังเกตงานและกิจกรรมที่วัฒนธรรม ซึ่งกำหนดบทบาทการมีส่วนร่วมทางพิธีกรรมจากบทบาททางเพศ และบางสังคมก็มีการแบ่งชั้นโดยใช้เพศ ทำให้มีความไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างเพศใดเพศหนึ่ง เช่น ชายที่มีความสำคัญมากกว่าหญิง หรือสังคมที่หญิงมากกว่าชาย โดยดูได้จากการให้คุณค่าทางสังคม เช่น อํานาจ ศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพส่วนบุคคลตามเพศ
ดังนั้น มานุษยวิทยามองว่าความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างเพศชายและหญิงไม่ได้เป็นกรอบจำกัดที่ตายตัว แต่เป็นพื้นฐานกว้างที่สามารถสร้างรูปแบบต่างๆ ในแต่ละบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะส่งผลถึงการปฏิบัติและการปฏิบัติต่อบุคคล
ในสังคมดั้งเดิมบางแห่งมักใช้ความแตกต่างทางเพศมาขยายหรือเพิ่มความมีศักดิ์ศรี ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับความร่ำรวยของบุคคล Michelle Rosaldo (1980) ศึกษาชาว Ilongots ในฟิลิปปินส์อธิบายว่า ชาว Ilongot ผู้ชายในฐานะนักล่าหัว มักเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกล เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์จากโลกภายนอก และนำกลับมาเล่าถ่ายทอดในที่สาธารณะ การเล่าเรื่องผจญภัยและการแบ่งปันความรู้นี้นำมาซึ่งเสียงชื่นชมและศักดิ์ศรี
ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิง Ilongot ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในพื้นที่ใกล้บ้าน ขาดโอกาสในการสะสมประสบการณ์ภายนอก ทำให้พวกเธอมีบทบาทในเชิงสังคมและศักดิ์ศรีที่ด้อยกว่า การแสดงออกในที่สาธารณะของพวกเธอจึงไม่ได้รับการยกย่องเทียบเท่าผู้ชาย จึงอธิบายได้ว่าบทบาททางเพศมีความสัมพันธ์กับคุณค่าทางวัฒนธรรม ความแตกต่างระหว่างศักดิ์ศรีเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในสังคมหนึ่งๆ ศักดิ์ศรีของผู้ชายที่สูงกว่ามิได้หมายความว่าพวกเขามีอำนาจเหนือกว่าในทุกด้านเสมอไป
โดยทั่วไป การสร้างเรือมักเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม มีบางสังคมที่แสดงให้เห็นข้อยกเว้น เช่น ชาว Hidatsa ชนพื้นเมืองอเมริกันที่ผู้หญิงเป็นผู้สร้างเรือที่ใช้สำหรับข้ามแม่น้ำมิสซูรี ชาว Hidatsa เป็นกลุ่มชนที่มีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรในหมู่บ้านและนักล่าวัวกระทิงบนที่ราบอเมริกาเหนือ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือชาว Pawnee ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกันเพียงกลุ่มเดียวที่มอบหมายงานที่เกี่ยวกับการทำงานด้วยไม้ให้กับผู้หญิง ชาว Pawnee ดำรงชีพในฐานะเกษตรกรและนักล่าวัวกระทิงตามขนบธรรมเนียมเดิม โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือรัฐเนแบรสกาและแคนซัสตอนกลาง
บทบาทและการแบ่งชั้นทางเพศ (Gender Roles and Gender Stratification)
บทบาททางเศรษฐกิจ (economic roles) ส่งผลต่อการแบ่งชั้นทางเพศหรือการกระจายคุณค่าทางสังคมอย่างไม่เท่าเทียมตามเพศ (unequal distribution of social value by gender) ในการศึกษาข้ามวัฒนธรรมพบว่า สังคมที่ชายและหญิงมีส่วนช่วยในการดำรงชีพ (subsistence) เท่าเทียมกันมักมีการแบ่งชั้นทางเพศน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น ในหมู่ผู้หาอาหาร (foragers) การแบ่งชั้นทางเพศจะเด่นชัดเมื่อผู้ชายมีบทบาทสำคัญในการจัดหาอาหาร เช่น ในสังคมเอสกิโมหรือนักล่าทางตอนเหนือที่เน้นการล่าสัตว์และประมง
ในทางตรงกันข้าม สังคมที่การรวบรวมอาหาร มีความสำคัญมากกว่ามักมีสถานะทางเพศที่เท่าเทียมขึ้น ผู้หญิงที่รวบรวมอาหารหรือแม้แต่ล่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ชาว Agta ในฟิลิปปินส์มีบทบาทสำคัญที่ช่วยลดการแบ่งชั้นทางเพศ
การเท่าเทียมทางเพศยังมีแนวโน้มสูงขึ้นในสังคมที่พื้นที่ภายในบ้านและสาธารณะไม่ได้แยกจากกันอย่างชัดเจน เนื่องจากกิจกรรมสาธารณะ เช่น การเมือง การค้า หรือสงคราม มักมีศักดิ์ศรีสูงกว่ากิจกรรมในครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มักเสริมสร้างการแบ่งชั้นทางเพศเมื่อผู้ชายครอบงำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะมากกว่าผู้หญิง
การลดการแบ่งชั้นทางเพศในสังคม Matrilineal-Matrilocal
มีการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงแบบข้ามวัฒนธรรม (cross-cultural variation) ในเรื่องการแบ่งชั้นทางเพศ กฎการสืบเชื้อสาย (rules of descent) และที่อยู่อาศัยหลังแต่งงาน (post-marital residence) ในสังคมที่มีระบบเชื้อสายมารดา (matrilineal) และที่อยู่อาศัยร่วมกับครอบครัวภรรยา (matrilocal residence) ผู้หญิงมักมีสถานะสูงกว่า เพราะระบบนี้กระจายตัวผู้ชายที่เกี่ยวข้องออกจากกัน แทนที่จะรวมกลุ่ม เช่นเดียวกับระบบเชื้อสายบิดา (patrilineal) และที่อยู่อาศัยหลังแต่งงานกับครอบครัวสามี (patrilocal residence) ซึ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของอำนาจผู้ชาย ระบบมารดามักเกิดในสังคมที่แรงกดดันต่อทรัพยากรมีน้อยและสงครามไม่บ่อย
บทบาทของผู้หญิงในสังคม Matrilineal-Matrilocal
ในสังคมมารดา-มารดาท้องถิ่น ผู้หญิงมีสถานะสูงจากบทบาทสำคัญในการสืบทอดมรดก (inheritance) การจัดสรรที่ดิน (land allocation) และการสร้างอัตลักษณ์ทางสังคม (social identity) ตัวอย่างเช่น ใน Negeri Sembilan ของมาเลเซีย ผู้หญิงได้รับมรดกที่ดินจากนาข้าวของบรรพบุรุษ โดยความเป็นแม่สร้างโครงสร้างเครือญาติของผู้หญิง (female kin groups) แม้ว่าอำนาจสาธารณะ (public authority) จะอยู่ในมือผู้ชายในนาม แต่การตัดสินใจสำคัญมักอยู่ในมือของผู้หญิงอาวุโส
มาตาธิปไตย (Matriarchy)
คำถามสำคัญคือ หากปิตาธิปไตย (patriarchy) หมายถึงการปกครองโดยผู้ชาย มาตาธิปไตยจะหมายถึงการปกครองโดยผู้หญิงหรือไม่? Peggy Reeves Sanday (2002) นิยามมาตาธิปไตยในฐานะระบบที่ผู้หญิงมีบทบาทนำในองค์กรทางสังคมและการเมือง ตัวอย่างที่โดดเด่นคือชาว Minangkabau ในอินโดนีเซีย ซึ่งผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของโครงสร้างสังคม
ในระบบ Minangkabau ผู้หญิงควบคุมมรดกที่ดิน (land inheritance) และมีอำนาจสูงสุดในครอบครัว คู่แต่งงานอาศัยอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายหญิง และในกรณีหย่าร้าง สามีเพียงแค่กลับไปบ้านของตน อย่างไรก็ตาม แม้ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญ ระบบนี้ไม่ได้หมายถึงการปกครองโดยผู้หญิงทั้งหมด เนื่องจาก Minangkabau ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจร่วมกัน (consensus decision-making)
ในที่ราบสูงปาปัวนิวกินี มีประชากรมาก มีความกดดันในเรื่องอาหาร ผู้ชายหลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ผู้หญหิง พวกเขาเชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์ุ (sexual contact) ทำให้พวกเขาอ่อนแอลง และมองว่าผู้หญิงเป็นภัยคุกคามหรือแหล่งมลพิษ (pollution) ทำให้ผู้ชายแยกตัวในบ้านของผู้ชาย และปกป้องวัตถุพิธีกรรม (ritual objects) อย่างเคร่งครัดจากผู้หญิง และอาจจะมีการชลอการแต่งงานในบางกรณี
ในทางกลับกัน พื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง (sparsely populated areas) เช่น บริเวณที่เพิ่งตั้งถิ่นฐานใหม่ในปาปัวนิวกินี ไม่มีข้อห้ามที่เข้มงวดเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างชายและหญิง ภาพลักษณ์ของผู้หญิงในฐานะผู้ก่อมลพิษเลือนหายไป ชายและหญิงใช้ชีวิตปะปนกัน (intermingling) และอัตราการสืบพันธุ์ (reproductive rate) ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ระบบ ปิตาธิปไตย (Patriarchy)
ปิตาธิปไตย (patriarchy) ซึ่งเป็นระบบการเมืองที่ปกครองโดยผู้ชาย (political system ruled by men) ส่งเสริมความไม่เท่าเทียมทางเพศ (gender inequality) และความรุนแรง (violence) จากการศึกษาของ Barbara Miller เกี่ยวกับผู้หญิงในชนบททางตอนเหนือของอินเดียเป็นตัวอย่างสำคัญ โดยเธอระบุว่าผู้หญิงในสังคมนั้นเป็น “เพศที่ถูกคุกคาม” (the endangered sex) ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสงครามและการโจมตี เช่น มีการปฏิบัติต่อผู้หญิง เช่น การฆาตกรรมเกี่ยวกับสินสอด (dowry murder) การฆ่าทารกเพศหญิง
Dowry murder หมายถึงการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินสอด ซึ่งมักเกิดขึ้นในบริบทของการแต่งงาน โดยเฉพาะในสังคมที่มีธรรมเนียมเรียกสินสอดจากครอบครัวของเจ้าสาวให้ครอบครัวของเจ้าบ่าว ในกรณีเหล่านี้ หากครอบครัวของเจ้าสาวไม่สามารถจ่ายสินสอดได้ตามที่ฝ่ายเจ้าบ่าวเรียกร้อง หรือมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับสินสอด อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อเจ้าสาว รวมถึงการฆาตกรรม
ปัญหานี้พบได้บ่อยในบางส่วนของอินเดีย ปากีสถาน และประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งการเรียกสินสอดยังเป็นประเพณีที่มีอยู่ แม้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะผิดกฎหมายในหลายประเทศ แต่ก็ยังคงเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรม (infanticide)
การขลิบอวัยวะเพศหญิง (female genital mutilation) ที่บางครั้งมีความรุนแรง การติดเชื้อโรคหลังการขลิบ แสดงให้เห็นอิทธิพลของปิตาธิปไตยที่ครอบคลุมทั้งสังคมชนเผ่า (tribal societies) และสังคมรัฐ (state societies) เช่น อินเดียและปากีสถาน
Female Genital Mutilation (FGM) หรือการขลิบอวัยวะเพศหญิงในรูปแบบที่รุนแรงกว่าปกติมักเกี่ยวข้องกับการตัดหรือทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะเพศหญิงในระดับที่ลึกหรือกว้างกว่าการปฏิบัติทั่วไป การปฏิบัติที่รุนแรงนี้อาจรวมถึง
1. การเย็บปิดอวัยวะเพศ (Infibulation) การตัดแต่งและเย็บปิดช่องคลอดจนเหลือเพียงช่องเล็กๆ สำหรับขับปัสสาวะและประจำเดือน วิธีนี้พบได้ในบางพื้นที่ของแอฟริกาและถือเป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุด
2. การกำจัดอวัยวะเพศภายนอกทั้งหมด รวมถึงคลิตอริสและริมฝีปากทั้งสอง (clitoridectomy และ excision) วิธีนี้ทำลายระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจทางเพศอย่างถาวร
ผลกระทบทางสุขภาพ
1. ทางกายภาพ (Physical health issues) มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) เนื่องจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ การตกเลือดอย่างรุนแรง จนอาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที และสร้างปัญหาระยะยาว เพราะแผลเป็นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดเรื้อรัง ปัญหาการขับปัสสาวะ ประจำเดือนติดขัด หรือการคลอดบุตรที่ลำบาก
2. ทางเพศ (Sexual health issues) เนื่องจากการกำจัดคลิตอริส (clitoris) และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทางกายและการสูญเสียความรู้สึกพึงพอใจทางเพศ (loss of sexual pleasure) มีความเจ็บปวดในระหว่างมีเพศสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาในความสัมพันธ์
3. ทางจิตใจ (Psychological and emotional impact) ความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ซึมเศร้า (depression) และความวิตกกังวล (anxiety) อันเนื่องมาจากความกลัวและความอับอาย ส่งผลต่อความมั่นใจและคุณค่าของตัวเอง
ประเทศที่ FGM รุนแรงแพร่หลาย
การปฏิบัตินี้มักพบในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออก รวมถึงบางส่วนของตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ตัวอย่างประเทศที่มีการปฏิบัติ FGM อย่างรุนแรง ได้แก่
1. โซมาเลีย (Somalia): มีอัตราการขลิบที่สูงมาก และการเย็บปิดช่องคลอด (infibulation) เป็นเรื่องปกติ
2. ซูดาน (Sudan): การขลิบในรูปแบบรุนแรง เช่น การเย็บปิดช่องคลอด ยังคงพบได้
3. อียิปต์ (Egypt): แม้ว่าจะมีกฎหมายห้าม แต่ยังคงพบการปฏิบัตินี้ในชนบท
4. เอธิโอเปีย (Ethiopia): มีรูปแบบการขลิบหลายระดับ รวมถึงการกำจัดอวัยวะเพศภายนอกทั้งหมด
5. อินโดนีเซีย (Indonesia): มีการขลิบในบางพื้นที่ แม้ไม่รุนแรงเท่าแอฟริกา แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจ
FGM ในรูปแบบที่รุนแรงส่งผลกระทบทั้งทางกายภาพและจิตใจในระยะยาว โดยเฉพาะในประเทศที่ยังคงยึดถือประเพณีเหล่านี้อย่างเข้มงวด การยุติการปฏิบัตินี้ต้องอาศัยทั้งการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน (human rights) และการให้ความรู้เชิงสุขภาพ (health education) รวมถึงการเสริมสร้างบทบาทของผู้หญิงในสังคม
ความรุนแรงและความไม่เท่าเทียมทางเพศในบริบทของสงคราม
ความไม่เท่าเทียมทางเพศ (gender inequality) และความรุนแรงที่ต่อเนื่อง (ongoing violence) เช่นในบอสเนีย ซีเรีย และไนจีเรีย ส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตผู้หญิง บางกรณีผู้หญิงและเด็กหญิงถูกละเมิดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม มีการใช้วิธีข่มขืน (rape) เป็นวิธีการในการทำสงคราม แบบจงใจ การข่มขืนกลายเป็นอาวุธสงคราม (weapon of war) หรือไม่ก็ถูกทำให้เป็นการลงโทษ (punishment) ต่อญาติผู้หญิง ตัวอย่างเช่น ในปี 2014 กลุ่มโบโกฮาราม (Boko Haram) ลักพาตัวเด็กหญิงเกือบ 300 คนในไนจีเรีย ทรมานและบังคับให้แต่งงาน (forced marriage)
การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี
แม้ต้องเผชิญกับการคุกคาม (harassment) ผู้หญิง เช่น มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) ต่อสู้เพื่อสิทธิการศึกษา (education rights) มาลาลาเริ่มรณรงค์ตั้งแต่อายุ 9 ปี และในวัย 11 ปี เธอเริ่มเขียนบล็อกให้กับ BBC. ความกล้าหาญของเธอทำให้กลุ่มตอลิบาน (Taliban) ข่มขู่ชีวิตเธอ และในปี 2012 เธอถูกยิงบนรถโรงเรียนเมื่ออายุเพียง 14 ปี แต่รอดชีวิต ในปี 2014 เธอกลายเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (Nobel Peace Prize) ที่อายุน้อยที่สุด
ความรุนแรงในครอบครัวและความโดดเดี่ยวของผู้หญิง
ความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) และการล่วงละเมิด (abuse) เป็นปัญหาที่พบได้ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่ครอบครัวเดี่ยวในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา (nuclear families) ไปจนถึงสังคมดั้งเดิม (traditional societies) ในพื้นที่ชนบท (rural areas) ผู้หญิงมักพึ่งพาญาติในการปกป้อง แต่โมเดลสังคมแบบปิตาธิปไตย (patriarchal social model) และครอบครัวที่แยกตัวออกไปทำให้เครือข่ายสนับสนุน (support networks) ลดน้อยลง
การเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในสิทธิสตรี
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิสตรี (women’s rights) และขบวนการสิทธิมนุษยชน (human rights movements) ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย (legal reforms) และการจัดตั้งสถาบันสนับสนุน (support institutions) ตัวอย่างเช่น สถานีตำรวจที่บริหารโดยผู้หญิง (women-run police stations) สำหรับผู้หญิงที่ถูกทำร้ายในบราซิล ศูนย์พักพิงสำหรับผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว (shelters for domestic abuse victims) ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และสถานที่ “สำหรับผู้หญิงเท่านั้น” (for women only) ในอินเดีย
แม้จะมีความก้าวหน้า แต่ปิตาธิปไตย (patriarchy) ยังคงดำรงอยู่ในสังคมที่มีความก้าวหน้าบางแห่ง (enlightened societies)
เพศในสังคมอุตสาหกรรม
บทบาททางเศรษฐกิจของชายและหญิงในสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงตลอดประวัติศาสตร์ ในศตวรรษที่ 19 ผู้หญิงทำงานเกษตรและงานในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการผลิตย้ายจากบ้านสู่โรงงาน ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่ยากจนหรือยังไม่ได้แต่งงาน เริ่มทำงานในโรงงาน หญิงสาวผิวขาวมักทำงานเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนแต่งงานและมีลูก ต่างจากผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่ยังคงทำงานภาคสนามและงานบ้านหลังการเลิกทาส
การเปลี่ยนแปลงในงานและทัศนคติเกี่ยวกับเพศ
ทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับงานของผู้หญิงสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและเหตุการณ์โลก เช่น หลังปี 1900 เมื่ออุตสาหกรรมนิยมขยายตัว ความคิดที่ว่า “สถานที่ของผู้หญิงคือบ้าน” เริ่มแพร่หลาย สาเหตุหนึ่งมาจากการไหลเข้าของผู้อพยพยุโรปที่รับงานค่าแรงต่ำแทนที่ผู้หญิงในโรงงาน
Maxine Margolis (2000) ชี้ให้เห็นว่า งานและทัศนคติเกี่ยวกับเพศตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ชายออกไปรบ การทำงานนอกบ้านกลายเป็นหน้าที่รักชาติของผู้หญิง แนวคิดที่ว่าผู้หญิงไม่เหมาะกับงานหนักทางชีวภาพก็จางหายไป
บทบาทผู้หญิงในแรงงานสหรัฐและผลกระทบจาก COVID-19
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงเข้าสู่แรงงานมากขึ้นในสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานธุรการ การสอน และการพยาบาล เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษ 1960 ด้วยการตีพิมพ์ The Feminine Mystique (1963) และการก่อตั้งองค์กร NOW (1966) ซึ่งผลักดันให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในแรงงาน และเรียกร้องค่าจ้างที่เท่าเทียม
จากปี 1950 ถึง 2000 จำนวนผู้หญิงในแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 18.4 ล้านคนเป็น 71.8 ล้านคน หรือ 47% ของแรงงานทั้งหมด แม้เปอร์เซ็นต์รายได้ของผู้หญิงต่อผู้ชายจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เท่ากัน ผู้หญิงมีบทบาทสูงสุดในแรงงานที่ 60% ในปี 1999 ก่อนลดลงในช่วงเศรษฐกิจถดถอยปี 2007-2009 และ COVID-19 ในปี 2020
การระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อแรงงานหญิงในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2020-2021 ผู้หญิง 2.3 ล้านคนออกจากตลาดแรงงาน ส่วนใหญ่มาจากการตกงานและความรับผิดชอบดูแลเด็ก อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงลดลงต่ำสุดตั้งแต่ปี 1988 ที่ 57% โดยเฉพาะมารดาที่มีลูกเล็กต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างงานและครอบครัว
เพศและการทำงาน
การใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ช่วยลดความต้องการแรงงานที่ใช้กำลัง ทำให้งานชนชั้นแรงงาน (blue-collar jobs) เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้หญิง อย่างไรก็ตาม การลดลงของการผลิตสินค้าหนักในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1950 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างแรงงาน
ปัจจุบัน สองในสามของงานในสหรัฐฯ ยังเป็นงานชนชั้นแรงงาน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า สหรัฐฯ จึงหันไปเน้นภาคบริการ โดยเฉพาะงานด้านข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งได้เปรียบจากระบบการศึกษาขนาดใหญ่
ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 การศึกษาและการจ้างงานในวิชาชีพของผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันผู้หญิงเป็นมากกว่า 50% ของแรงงานที่มีการศึกษาระดับวิทยาลัยในสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในสาขาที่ผู้ชายเคยครอบงำ เช่น แพทยศาสตร์ กฎหมาย และธุรกิจ ที่ปัจจุบันผู้หญิงเป็นครึ่งหนึ่งของนักศึกษา
ในปี 1970 งานส่วนใหญ่ยังถูกครอบงำโดยผู้ชาย แต่ปัจจุบันมีเพียงหนึ่งในสามของอาชีพเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้น ขณะที่งาน 10% มีแรงงานหญิงมากกว่า 80%
อย่างไรก็ตาม การจ้างงานผู้หญิงในวิชาชีพที่มีรายได้สูง เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรม ยังคงล่าช้า เนื่องจากขาดผู้สำเร็จการศึกษาหญิง และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นมิตร วัฒนธรรมชายที่ไม่เอื้ออำนวยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงถอยห่างจากสาขาเหล่านี้
งานและครอบครัว: ความจริงและภาพจำ
การเปลี่ยนแปลงในแรงงานส่งผลต่อบทบาททางเพศ โดยพ่อแม่ที่ทำงานร่วมกันในปัจจุบันแบ่งปันหน้าที่ดูแลลูกและงานบ้านมากกว่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย สมดุลระหว่างชีวิตและงาน (work-life balance) ก็เปลี่ยนแปลงไป โดยชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างาน แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวหลังภาวะถดถอยในปี 2008
บทบาททางเพศแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนไป ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นกลายเป็นผู้หารายได้หลัก (breadwinners) ขณะที่ผู้ชายรับผิดชอบการดูแลเด็กมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนจากจำนวนครัวเรือนที่มีพ่อเลี้ยงเดี่ยว (single-father households) และการมีส่วนร่วมของพ่อในงานดูแลเด็กที่เพิ่มขึ้น
แม้จะมีความก้าวหน้า แต่ผู้หญิงยังคงเผชิญอุปสรรคทั้งด้านวัตถุและวัฒนธรรม ผู้ชายยังคงทำงานชั่วโมงมากกว่า มีรายได้สูงกว่า และมักถูกสื่อแสดงภาพว่าไร้ความสามารถในบทบาทพ่อบ้าน (househusbands) ซึ่งตอกย้ำภาพจำเดิม ๆ
นอกจากนี้ ผู้หญิงมักวิจารณ์ผู้ชายว่าไม่ทำงานบ้าน “ถูกวิธี” ซึ่งตอกย้ำอคติทางเพศ และอาจนำไปสู่คำทำนายที่กลายเป็นจริง (self-fulfilling prophecy) สถานการณ์นี้ยังเสริมด้วยความจริงทางวัตถุ (material reality)
คำขอให้ผู้ชายช่วยงานบ้านของผู้หญิง ยังคงสนับสนุนบทบาททางเพศแบบเดิม การมีรูปแบบงานที่ยืดหยุ่น (flexible work arrangements) ซึ่งยังขาดแคลนในสหรัฐฯ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อแม่ทั้งสองในการสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว
การลาเพื่อครอบครัวแบบมีค่าจ้าง (paid parental leave) ยังคงมีข้อจำกัดในสหรัฐฯ โดยมีเพียง 11% ของนายจ้างเอกชนที่เสนอสิทธิการลานี้เพื่อเหตุผลครอบครัวอย่างชัดเจน
บรรณานุกรม
Kottak, Conrad Phillip
2020[2014] Window on Humanity. New York: Mc Grraw Hill.